Money Chat Thailand

Money Chat Thailand

ผู้ผลิต Content เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน การลงทุน เริ่มต้นจากแนวคิด “ลงทุนง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว” ส่งเสริมให้ทุกคนรู้จักและเข้าใจการกับลงทุนในยุคดิจิทัล ที่ทุกคนรับข้อมูลข่าวสารได้จากช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ในทุกรูปแบบ และการลงทุนปัจจุบันเริ่มต้นด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้...

ช่องทางการรับชม

Website : moneychat.co.th

FACEBOOK : bit.ly/3op2gCi

YOUTUBE : bit.ly/3ncRWhf

LINE Official Account : bit.ly/31YqP1j

IG : bit.ly/3CeSw2p

Blockdit : bit.ly/31ZzWPi

Podcasts : apple.co/3DdAEpT

Tiktok : bit.ly/3n9vZ2D

Twitter : bit.ly/3HHkJmo




Money Chat Thailand

TRUE ท็อปฟอร์ม!
กำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาส
เคาะปันผลรวมทั้งปี 1.07 หมื่นล้าน

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/2568 โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน บริษัทฯ รายงานผลกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 4 พันล้านบาท และกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Normalized Profit) จำนวน 6.1 พันล้านบาท สำหรับ EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท สะท้อนผลประโยชน์เต็มไตรมาสจากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปีจำนวน 4.1 พันล้านบาท ส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่ 1.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของ NPAT ตามรายงาน และ 56% ของ NPAT หลังปรับปรุงรายการพิเศษ

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ปิดไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ด้วยผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่าย One Network ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และด้วย AI First Program เราจะใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทฯ ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความมั่นใจในผลประกอบการตลอดทั้งปี พร้อมการจ่ายเงินปันผลที่มีความยั่งยืน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาฐานผู้ใช้บริการ โดยลดการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานแบบหมุนเวียน (Rotational Gross Adds) และให้ความสำคัญกับลูกค้าคุณภาพ จากการให้ความสำคัญดังกล่าวแม้จะมีปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงก็ตาม จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 578,000 เลขหมาย เป็น 47.5 ล้านเลขหมาย ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 โดยผู้ใช้บริการ 5G มีจำนวนรวม 17.1 ล้านเลขหมาย สำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีจำนวน 3.3 ล้านราย

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวยืนยันความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและมุ่งสู่ระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทายและปัจจัยภายนอกต่างๆ ด้วยกำไรสุทธิหลังหักภาษีตลอดทั้งปี 2568 จำนวน 9.2 พันล้านบาท เราได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวินัยทางการดำเนินงานและการมุ่งเน้นการเติบโตที่มีกำไรทั้งในธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปีจำนวน 4.1 พันล้านบาท หรือ 0.12 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 104% เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี เงินปันผลรวมทั้งปีมีมูลค่า 1.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของกำไรสุทธิ สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง

ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องด้านวินัยทางการเงิน ได้สร้างจุดแข็งที่ประเมินผลได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่เข้มแข็งขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ ความมุ่งมั่นตามแผนทั้งหมดทำให้เราสามารถส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงตลอดปี 2568 แม้จะเผชิญกับความท้าทายและภาวะเศรษฐกิจมหภาค ในก้าวต่อไปเรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบดุล และการสนับสนุนการเติบโตในอนาคตที่สร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยยังคงรักษาความสมดุลระหว่างการลงทุนกลยุทธ์หลัก และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย เพื่อยกระดับการเติบโตอย่างมีกำไรต่อเนื่อง”

จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน

ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างผลกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนจากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC ในไตรมาส 4/2568 ลดลง 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้จากธุรกิจออนไลน์และธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศที่ลดลง รายได้จากการให้บริการลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของรายได้ค่าเช่าโครงข่ายเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เป็นปัจจัยที่ทำให้รายได้รวมลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการเปิดตัว iPhone

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 28.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการสิ้นสุดค่าเช่าใช้คลื่นความถี่เนื่องจากการหมดอายุสัญญาการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 27.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากค่าใช้จ่าย outsource และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการประหยัดต้นทุนสุทธิจาก EPL

นับตั้งแต่การควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA จำนวน 8.4 พันล้านบาท สำหรับไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 3.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการได้มาของใบอนุญาตคลื่นความถี่และการประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวข้อง สำหรับทั้งปี 2568 EBITDA เพิ่มขึ้น 7.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 6.9 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 67.5% สำหรับไตรมาสนี้ ทั้งนี้ อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage) ของทรู คอร์ปอเรชั่น อยู่ที่ 4.0 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 ลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบทั้งกับปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อน

สำหรับไตรมาส 4/2568 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษี 4 พันล้านบาท บริษัทฯ บันทึกรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-Time Non-Cash Items) จำนวน 2.1 พันล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของเงินลงทุน สินทรัพย์ และค่าความนิยม หักกลบด้วยกำไรจากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีและเงินลงทุนในบริษัทร่วม เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากรายการครั้งเดียวดังกล่าว กำไรสุทธิหลังหักภาษีมีจำนวน 6.1 พันล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน CAPEX ต่อยอดขาย 24% สำหรับไตรมาสนี้

#TRUE #MONEYCHAT

7 hours ago | [YT] | 8

Money Chat Thailand

GC คว้าอันดับ 1 จาก S&P Global 7 ปีต่อเนื่อง
บริษัทแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์
ตอกย้ำองค์กรนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างเพื่อความยั่งยืน

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้รับการ จัดอันดับให้เป็นที่ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เป็นองค์กรแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemicals Sector) จากการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global (DJSI เดิม) ประจำปี 2025 และ GC ยังคงได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบธุรกิจที่มีความยั่งยืน หรือ S&P Global Sustainability Yearbook Member 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรมที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) โดยสามารถบูรณาการมิติความยั่งยืน เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2025 GC ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดโดดเด่นในด้าน นโยบายและระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การบริหารจัดการพลังงาน และกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ GC ยังมุ่งมั่นเร่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ตอกย้ำการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมที่เริ่มจากการคิดใหม่และลงมือทำ

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า “ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GC ในการสร้างความแตกต่างผ่านการลงมือทำอย่างจริงจัง แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เราเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สร้างสรรค์และแตกต่าง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือการพัฒนาน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่ง GC เลือกใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่มาปรับกระบวนการผลิตให้สามารถรับน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil หรือ UCO) เป็นวัตถุดิบ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ แนวทางดังกล่าวทำให้ GC สามารถผลิต SAF สำหรับอุตสาหกรรมการบินเป็นรายแรกของประเทศไทย พร้อมทั้งต่อยอดการผลิตผลิตเป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติกชีวภาพได้อีกหลากหลายชนิด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าจากการนำของเสียในประเทศกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม

ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม GC มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดย GC ได้ดำเนินโครงการสำคัญที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ อาทิ การยกระดับประสิทธิภาพในทุกกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ ผลจากการดำเนินงานผ่านโครงการที่หลากหลายส่งผลให้ GC สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในช่วงปี2564 – 2568 ได้มากกว่า 400,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้แล้ว ยังเดินหน้าสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยร่วมมือกับคู่ค้าและ พันธมิตร เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้น GC ยังมีโครงการ GC YOUเทิร์น นวัตกรรมการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ซึ่งร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 140 องค์กร ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และชุมชนทั่วประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนนำขวดพลาสติกใส PET และขวดพลาสติกขุ่น HDPE ที่ใช้แล้วมาทิ้งยังจุดทิ้งพลาสติกใช้แล้ว (Drop Point) กว่า 400 จุด เพื่อคัดแยกตั้งแต่ต้นทางก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ และสามารถนำพลาสติกใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้กว่า 122,000 ตัน

ในมิติด้านสังคมและชุมชน GC ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือชุมชนและสังคมโดยรอบในทุกพื้นที่การดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมดุลของการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมมุ่งส่งเสริมการสร้างงานและสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ผ่านโครงการพัฒนาทักษะอาชีพและวิสาหกิจชุมชนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของธุรกิจจะก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้ชุมชนแข็งแกร่ง และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) เป็นการประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย S&P Global (DJSI เดิม) ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 9,200 แห่งทั่วโลก เข้ารับการประเมิน โดย CSA จะประเมินประสิทธิผล (Performance) ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนครอบคลุม ESG ทั้ง 3 มิติ (Environment, Social, Governance) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่นำมาพิจารณาประกอบควบคู่กับปัจจัยอื่นๆ ในการลงทุน

#GCStandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน #GCChemistryforBetterLiving

11 hours ago | [YT] | 15

Money Chat Thailand

GC คว้าอันดับ 1 จาก S&P Global 7 ปีต่อเนื่อง
บริษัทแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์
ตอกย้ำองค์กรนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างเพื่อความยั่งยืน

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้รับการ จัดอันดับให้เป็นที่ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เป็นองค์กรแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemicals Sector) จากการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global (DJSI เดิม) ประจำปี 2025 และ GC ยังคงได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบธุรกิจที่มีความยั่งยืน หรือ S&P Global Sustainability Yearbook Member 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรมที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) โดยสามารถบูรณาการมิติความยั่งยืน เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2025 GC ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดโดดเด่นในด้าน นโยบายและระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การบริหารจัดการพลังงาน และกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ GC ยังมุ่งมั่นเร่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ตอกย้ำการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมที่เริ่มจากการคิดใหม่และลงมือทำ

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า “ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GC ในการสร้างความแตกต่างผ่านการลงมือทำอย่างจริงจัง แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เราเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สร้างสรรค์และแตกต่าง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือการพัฒนาน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่ง GC เลือกใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่มาปรับกระบวนการผลิตให้สามารถรับน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil หรือ UCO) เป็นวัตถุดิบ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ แนวทางดังกล่าวทำให้ GC สามารถผลิต SAF สำหรับอุตสาหกรรมการบินเป็นรายแรกของประเทศไทย พร้อมทั้งต่อยอดการผลิตผลิตเป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติกชีวภาพได้อีกหลากหลายชนิด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าจากการนำของเสียในประเทศกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม

ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม GC มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดย GC ได้ดำเนินโครงการสำคัญที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ อาทิ การยกระดับประสิทธิภาพในทุกกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ ผลจากการดำเนินงานผ่านโครงการที่หลากหลายส่งผลให้ GC สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในช่วงปี2564 – 2568 ได้มากกว่า 400,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้แล้ว ยังเดินหน้าสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยร่วมมือกับคู่ค้าและ พันธมิตร เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้น GC ยังมีโครงการ GC YOUเทิร์น นวัตกรรมการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ซึ่งร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 140 องค์กร ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และชุมชนทั่วประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนนำขวดพลาสติกใส PET และขวดพลาสติกขุ่น HDPE ที่ใช้แล้วมาทิ้งยังจุดทิ้งพลาสติกใช้แล้ว (Drop Point) กว่า 400 จุด เพื่อคัดแยกตั้งแต่ต้นทางก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ และสามารถนำพลาสติกใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้กว่า 122,000 ตัน

ในมิติด้านสังคมและชุมชน GC ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือชุมชนและสังคมโดยรอบในทุกพื้นที่การดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมดุลของการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมมุ่งส่งเสริมการสร้างงานและสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ผ่านโครงการพัฒนาทักษะอาชีพและวิสาหกิจชุมชนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของธุรกิจจะก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้ชุมชนแข็งแกร่ง และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) เป็นการประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย S&P Global (DJSI เดิม) ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 9,200 แห่งทั่วโลก เข้ารับการประเมิน โดย CSA จะประเมินประสิทธิผล (Performance) ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนครอบคลุม ESG ทั้ง 3 มิติ (Environment, Social, Governance) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่นำมาพิจารณาประกอบควบคู่กับปัจจัยอื่นๆ ในการลงทุน

#GCStandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน #GCChemistryforBetterLiving

11 hours ago | [YT] | 4

Money Chat Thailand

AURA ไขปมกระแสเงินสดติดลบ
ในธุรกิจค้าทองคำ-สินเชื่อทอง

กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนตั้งคำถาม สำหรับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow from Operations: CFO) ที่ติดลบในช่วงที่ผ่านมาของบริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) (AURA) ซึ่งหากพิจารณาตามโครงสร้างธุรกิจค้าทองคำ และสินเชื่อทอง จะพบว่า “กระแสเงินสดติดลบ” สะท้อนถึง “การขยายตัวของพอร์ตขายฝาก และการลงทุนในสินค้าคงเหลือ”

บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA ระบุว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow from Operations: CFO) ที่ติดลบ ไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป เพราะในธุรกิจขายฝากทองเป็นการจ่ายเงินสดออกไปจากการรับขายฝากทอง (บริษัทได้ทองมาเป็นหลักประกัน) ทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบได้ ซึ่งสะท้อน “การขยายตัว” ไม่ใช่ปัญหาสภาพคล่อง และทองที่ได้มาเป็นหลักประกัน หากลูกค้าไม่มาต่อสัญญา หรือไถ่ถอน บริษัทสามารถยึดทองนั้นมาได้เลย ซึ่งต้นทุนที่รับทองจะต่ำกว่าราคาทองปกติ 10-20%

ดังนั้นตัวชี้วัดสำคัญกว่ากระแสเงินสดในธุรกิจประเภทนี้ ควรพิจารณาเรื่องอัตราหนี้เสีย (NPL) ความสามารถในการติดตามหนี้รวมถึงมูลค่าหลักประกันที่เปลี่ยนแปลงไป หากหนี้เสียต่ำและหลักประกันยังมีมูลค่าสูง ซึ่งความเสี่ยงโดยรวมถือว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ในช่วงที่ผ่านมา AURA มีการขยายสาขาและต้องใช้เงินสดในการซื้อทองคำมาวางจำหน่ายหน้าร้าน ส่งผลให้เงินสดลดลง ขณะที่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างงบการเงินและถือเป็นลักษณะปกติของธุรกิจค้าทองคำและสินเชื่อที่มีทองเป็นหลักประกัน

ขณะที่ความเสี่ยงด้านหนี้เสียในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น ลูกค้ามีแรงจูงใจไถ่ถอนทองคืน เนื่องจากมูลค่าทองสูงกว่าเงินกู้ที่ได้รับ ทำให้ความเสี่ยงหนี้เสียมีแนวโน้มต่ำ ในทางกลับกันหากราคาทองปรับตัวลดลงและอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน อาจเกิดกรณีลูกค้าเลือกไม่ไถ่ถอน เนื่องจากมูลค่าทองต่ำกว่าเงินกู้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักของธุรกิจประเภทนี้

สำหรับสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาทองที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลง และส่งผลให้รอบหมุนเวียนสินค้า (Inventory Turnover Rate) ช้าลง สินค้าคงเหลือจึงอาจสูงขึ้นตามธรรมชาติของตลาด

อย่างไรก็ดี AURA มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการในธุรกิจทอง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ทำให้เมื่อทองขึ้นหรือลง AURA สามารถบริหารพอร์ตทั้งฝั่งขาออกและรับซื้อได้ตามความเหมาะสม และตามการปรับตัวขึ้นลงของราคาทอง สนับสนุนให้ธุรกิจค้าปลีกทองคำ และธุรกิจขายฝาก “ทองมาเงินไป” มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินหลัก ที่พร้อมสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุน เพื่อขยายธุรกิจต่อไป

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ระบุว่า ปัจจัยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบเป็นเรื่องธรรมชาติของธุรกิจในช่วงเติบโตที่จะต้องเพิ่มสต็อกทองคำสำหรับการขยายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AURA ที่มุ่งเน้นการเติบโตด้วยการให้สินเชื่อขายฝากทอง ซึ่งจะส่งผลให้ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น เหมือนกับธุรกิจสินเชื่อทั่วไป อาทิ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบในช่วงการขยายพอร์ตสินเชื่อ

สำหรับประเด็นเรื่องหุ้นกู้ภายใต้วงเงิน 5,000 ล้านบาท บริษัทมีการบริหารความเสี่ยงอย่างแข็งแกร่ง ในกรณีทองโดนโจรกรรมไม่น่ากังวล โดยความเสียหายทั้งจำนวน 13.3 ล้านบาท ถูกครอบคลุมโดยประกัน และเป็นสัดส่วนน้อยเทียบกับสินทรัพย์รวมของบริษัทกว่า 2 หมื่นล้านบาท

#AURORA #GOLD

3 days ago | [YT] | 57

Money Chat Thailand

AURA ดันแบรนด์ไทยติดอันดับ Luxury World Class
คว้ารางวัล Luxury Lifestyle Awards-TOP 100 Jewelry & Watch Brands of the World

บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกทองคำและจิวเวลรี่ของประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญบนเวทีโลก ด้วยการถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน TOP 100 Jewelry & Watch Brands of the World จาก Luxury Lifestyle Awards (LLA) นับเป็นการประกาศรางวัลของวงการ ลักชัวรี่ ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดรางวัลหนึ่งของโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา และตอกย้ำว่าออโรร่า ได้ก้าวขึ้นเป็น Luxury Experience Brand

นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของ Aurora Design เมื่อเราได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน TOP 100 Jewelry & Watch Brands of the World ประจำปี 2025 จากเวที Luxury Lifestyle Awards ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่คัดเลือกแบรนด์ลักชัวรี่จากทั่วทุกมุมโลก โดยให้ความสำคัญกับความโดดเด่นด้านงานออกแบบ นวัตกรรม เอกลักษณ์ คุณภาพ และความงามเหนือกาลเวลา นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ชื่อของ Aurora Design ได้ก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างแบรนด์ลักชัวรี่ระดับสากลมากมาย”

การได้รับการจัดอันดับ TOP 100 Jewelry & Watch Brands of the World ในปีนี้ Aurora Design ถือเป็นหนึ่งในสองแบรนด์ไทยเท่านั้น ที่ได้รับการจัดอันดับ และเป็น “แบรนด์ค้าปลีกทองคำรายเดียวของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่ได้รับการยอมรับเคียงข้างแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เป็นการตอกย้ำศักยภาพของออโรร่าในฐานะแบรนด์ทองคำและจิวเวลรี่ไทยที่พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทองคำไทยสู่เวทีสากล และสามารถตอบสนอง Luxury Lifestyle ของตลาด hi-end ได้อย่างครบวงจร”

หัวใจสำคัญของ Aurora Design คือพันธกิจในการส่งมอบความสุขผ่านแนวคิด “AURORA ของขวัญแห่งความสุขที่มีคุณค่า”

ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปีที่ผสานรากฐานดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมและความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ออโรร่าจึงให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบสินค้าไปจนถึงประสบการณ์ในร้านทุกสาขา และในฐานะ First Mover ของธุรกิจร้านค้าปลีกทองคำไทย ออโรร่าเป็นผู้บุกเบิกสิ่งใหม่ในตลาดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นร้านทองแห่งแรกในห้างสรรพสินค้า หรือร้านทองบนสถานีรถไฟฟ้า BTS สะท้อนมุมมองที่มองไกลและเข้าใจความต้องการลูกค้าก่อนใคร


หนึ่งในจุดแข็งของบริษัท คือ “ความน่าเชื่อถือ” ที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านมาตรฐานสากลต่างๆ ได้แก่
- ทองคำบริสุทธิ์ 96.5% ทุกชิ้นตรวจสอบรับรอง
- Highest Buyback Price Guarantee รับซื้อคืนในราคาที่ดีที่สุด
ใบรับประกันสินค้า
- บริการซ่อมฟรีตลอดอายุการใช้งาน

Aurora Design ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ยกระดับธุรกิจค้าทองสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น
- AI Fulfillment System วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในแต่ละพื้นที่เพื่อส่งสินค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายกว่า 500 สาขา
- บริการตรวจสอบพระเครื่อง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ
- Aurora Diamond และคอลเลกชันเพชร ไข่มุก และอัญมณีที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
ในด้าน Sustainability ความยั่งยืนของ Aurora ผสานแนวคิดรักษ์โลกเข้ากับธุรกิจ
- เครื่องประดับที่รับซื้อคืนกว่า 80% ถูกปรับสภาพและนำกลับมาจำหน่าย ช่วยหมุนเวียนทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
- ทองรูปพรรณผลิตจาก ทองคำรีไซเคิล 100% ลดผลกระทบจากเหมืองแร่
- บริหารพลังงานภายในร้านและใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ ทั้งหมดนี้ช่วยลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นเชิงบวกแก่ลูกค้า

การบริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยแนวคิด “Aurora Care”
พนักงานได้รับการพัฒนาให้มีทักษะบริการแบบเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง เสริมด้วยเครื่องมือดิจิทัล เช่น Aurora Gift Application และแคมเปญตามเทศกาลที่ตอกย้ำว่า “เครื่องประดับคือของขวัญที่มีความหมาย”

การได้รับรางวัลระดับสากลจาก Luxury Lifestyle Awards TOP 100 Jewelry & Watch Brands of the World ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า Aurora Design ไม่เพียงเป็นผู้นำในประเทศไทย แต่กำลังก้าวขึ้นสู่เวทีลักชัวรี่ระดับโลก ด้วยพลังจากความซื่อสัตย์โปร่งใส (Integrity) นวัตกรรม (Innovation) ความเป็นเลิศด้านดีไซน์ (Design Excellence) และการส่งมอบความสุขให้ลูกค้า (Customer Happiness) ตอกย้ำก้าวที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำแบรนด์ทองคำและจิวเวลรี่ไทยที่สามารถเติบโตและยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

2 months ago (edited) | [YT] | 17

Money Chat Thailand

📣🔥 ชั่วโมงสุดท้าย 12.12 FLASH SALE วันเดียวเท่านั้น!
บัตรงานสัมมนาใหญ่ด้านการลงทุนแห่งปี
เหลือเพียง 990.- 🔥✨

ปี 2026 จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อดอกเบี้ย และ AI กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก ภาคธุรกิจ และตลาดลงทุน ถึงเวลาปรับ “แผนความมั่งคั่ง” เพื่อไปต่อให้ทันโลกใหม่

พบกับ
MONEY CHAT : MEET & GREET #5
WEALTH SHIFT✨
โลกใหม่ มั่งคั่งเปลี่ยน

อัดแน่น 6 เวทีที่รวมความรู้และประสบการณ์เชิงลึก มองไกล เพื่อให้นักลงทุนพร้อมรับมือ และ “ก้าวนำ” ในโลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง จาก 15 กูรูระดับประเทศ

• ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน)

• เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์
นักลงทุน

• ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า

• เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

• สุธน สิงหสิทธางกูร
นักลงทุนเน้นคุณค่า

• ชยนนท์ รักกาญจนันท์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บลน.ฟินโนมีนา

• มทินา วัชรวราทร CFA,
Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด

• ภาคภูมิ ศิริหงษ์ทอง
นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า

• สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา
นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทย และต่างประเทศ InnovestX

• อลงกฎ มโนรุ่งเรืองรัตน์
นักลงทุนต่างประเทศ

• กิตติศักดิ์ โควินทวีวัฒน์
นักลงทุนต่างประเทศ

• ณัฐพล คำถาเครือ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

• อรรถนันต์ ปิยเศรษฐ์
ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Structured Products และฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

🔥วันนี้ วันเดียว ราคาเดียว!
เฉพาะ 12 ธันวาคมนี้ เท่านั้น🔥

📍วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
โรงภาพยนตร์ที่ 8
SF World Cinema - Central World

สำรองที่นั่งและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.zipeventapp.com/e/MONEY-CHAT-MEET-GREET-5

2 months ago | [YT] | 27

Money Chat Thailand

GC ปิดขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ
มูลค่ารวม 10,000 ล้าน
สำเร็จตามเป้า
ตอกย้ำนักลงทุนเชื่อมั่น

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล และแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. ประกาศความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดใหม่ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ด้วยการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินและศักยภาพการดำเนินธุรกิจ พร้อมส่งเสริมความมั่นคงของโครงสร้างเงินทุนระยะยาว รองรับกลยุทธ์การเติบโตในธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ (High Value–Low Carbon)

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ของ GC ครั้งนี้กำหนดอัตราดอกเบี้ย 5 ปี 6 เดือนแรกที่ 4.40% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public offering) เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน และวันที่ 1-3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี กล่าวว่า “GC ได้ปิดการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในวงกว้าง สะท้อนถึงความสำเร็จในการดำเนินกลยุทธ์ด้านการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนของบริษัทฯ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ท้าทาย GC ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่มอบความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการการขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

สำหรับเงินที่ได้รับจากออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ในครั้งนี้ GC มีแผนนำไปใช้ในการชำระคืนหนี้เงินกู้ การลงทุน การรองรับค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน การบริหารจัดการด้านการเงินอย่างมีวินัย รวมทั้งบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนให้มีความยืดหยุ่นและมั่นคงในระยะยาว ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสุนนกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ (High Value-Low Carbon) สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน ESG ที่ GC ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

กลุ่มผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า “แม้หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป จากโครงสร้างการชำระคืนที่ยืดหยุ่นกว่าสำหรับผู้ออกหุ้นกู้ แต่ด้วยพื้นนฐานที่แข็งแกร่งของ GC และความเชื่อมั่นในกลุ่ม ปตท. ทำให้การเสนอขายครั้งนี้ได้รับผลการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน อีกทั้ง ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของ GC ที่ระดับ “AA-(tha)” แนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” และจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดนี้ ที่ระดับสูงถึง “A(tha)” ซึ่งถือเป็นอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ประเภทนี้ที่สูงที่สุดในประเทศไทยสะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินและความเชื่อมั่นต่อ GC”

“พร้อมกันนี้ GC ขอขอบคุณผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 12 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ” นายทิติพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) หรือ GC มุ่งมั่นเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นด้วยนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ตามวิสัยทัศน์ของเราในการเป็นเคมีที่เข้าถึงทุกความสุข ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงดุลยภาพของสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance & Economic) (ESG) ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกอนาคต ควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

GC เป็นบริษัทหนึ่งเดียวในโลก ที่ได้รับการจัดอันดับจากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ให้เป็นที่ 1 ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ ด้วยคะแนนสูงสุด 6 ปีต่อเนื่อง โดย S&P Global รวมถึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำระดับ A ในด้านการบริหารจัดการน้ำ ติดต่อกัน 5 ปี ซ้อน (ปี พ.ศ. 2563-2567) และระดับ B ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จาก CDP ปัจจุบัน GC มีฐานการผลิตและจัดจำหน่ายกว่า 90 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 40 แห่ง ใน 20 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ GC ตั้งเป้าเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593

2 months ago | [YT] | 14

Money Chat Thailand

2026 คาดดอลลาร์ส่ออ่อนค่า
ก่อนฟื้นตัวครึ่งปีหลัง
มองเงินบาทผันผวนหนัก
ยุค New Normal


Krungthai Global Markets ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางตลาดการเงินโลกปี 2026 ภายใต้ธีม "The Great Bifurcation" หรือการแยกตัวของทิศทางเศรษฐกิจและการเงิน โดยประเมินว่าปี 2026 จะเป็นปีที่มีความท้าทายสูง และจะเห็นการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสองทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง พร้อมเตือนผู้ประกอบการรับมือความผันผวนของค่าเงินบาทในระดับที่สูงกว่าอดีต

ทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลง โดยได้รับแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดที่คาดว่าจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนมีนาคมและมิถุนายน 2026 เพื่อประคองตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายจบที่ระดับ 3.00-3.25%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 สถานการณ์มีโอกาสพลิกกลับ โดยเงินดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Up ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในธีม AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งจะทำให้ธีม "US Exceptionalism" กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนดอลลาร์อีกครั้ง

สำหรับค่าเงินเยน ทาง Krungthai Global Markets ยังคงมุมมองเชิงบวก (Bullish) โดยมองว่าเงินเยนในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ถูกกว่ามูลค่าพื้นฐาน ปัจจัยหลักที่จะหนุนการแข็งค่าคือการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 2 ครั้งในปี 2026 สู่ระดับ 1.00% สวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยขาลงของเฟด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากเสถียรภาพทางการเมืองในญี่ปุ่นยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง

ด้านค่าเงินบาท คาดว่าจะมีความผันผวนสูงขึ้นในระดับ 7% ต่อปี ซึ่งถือเป็น New Normal จากเดิมที่เคยผันผวนเพียง 4-5% โดยมีแนวโน้มเคลื่อนไหว ดังนี้

📍 ครึ่งปีแรก 2026: เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าหลุดระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (เป้าหมายไตรมาส 1 ที่ 31.25 บาท) แรงหนุนมาจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว การอ่อนค่าของดอลลาร์ และเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของไทย

📍 ครึ่งปีหลัง 2026: มีความเสี่ยงที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทดสอบโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง และการกลับมาแข็งค่าของเงินดอลลาร์

สำหรับดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม 2025 สู่ระดับ 1.25% และมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับดังกล่าวตลอดปี 2026 เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือ Policy Space ไว้ใช้ในยามจำเป็น

ส่วนทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์แนะนำเพื่อกระจายความเสี่ยง (5-10% ของพอร์ต) โดยคาดการณ์เป้าหมายราคาสิ้นปี 2026 ที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยหนุนยังคงมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คาดว่าจะไม่เห็นการปรับตัวขึ้นที่ร้อนแรงเหมือนในปี 2025 และอาจมีการย่อตัวลงบ้างในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 หากตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

นอกเหนือจากสกุลเงินหลักและทองคำแล้ว เศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นยังมีประเด็นที่น่าสนใจ โดย เงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนและนโยบายการคลัง ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงครึ่งปีหลังตามการกลับมาแข็งแกร่งของดอลลาร์ ขณะที่ เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากการลงทุนในเทคโนโลยีและการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะช่วยหนุนให้เงินหยวนทยอยแข็งค่าขึ้นได้

#เศรษฐกิจโลก #ค่าเงินบาท #ดอลลาร์ #ทองคำ #การลงทุน #KrungthaiGlobalMarkets #MoneyChatThailand

2 months ago (edited) | [YT] | 24

Money Chat Thailand

ทองปิดเหนือแนวต้าน
ลุ้น 4,500 เหรียญสิ้นปี
มอง "กระทิง" รับปีหน้า

ราคาทองคำกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยสัญญาล่วงหน้า พุ่งทะลุระดับ 4,200 เหรียญต่อออนซ์ ท่ามกลางความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว คำถามสำคัญคือนี่คือ ขาขึ้นรอบใหม่ของจริง หรือเป็นเพียงการเด้งสั้นๆ?

คุณเศรษฐวัชร์ พุทธทิพย์ นักวิเคราะห์จาก อินเตอร์โกลด์ วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ทองคำในเดือนพฤศจิกายนได้พลิกจากความกลัวมาเป็นความหวังอย่างชัดเจน

"ถ้าทองคำปิดยืนเหนือ 4,200 เหรียญ ได้ จะเป็นตัวเลขจิตวิทยาที่สำคัญมาก และมีโอกาสสูงที่จะวิ่งไปต่อในเดือนธันวาคม โดยเป้าหมายระยะสั้นมีลุ้นเห็น 4,500 เหรียญ ภายในสิ้นปีนี้"

นอกจากปัจจัยพื้นฐานเรื่องเฟดลดดอกเบี้ยที่มีโอกาสสูงถึง 84% แล้ว คุณเศรษฐวัชร์ยังเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจอย่าง Christmas Effect ซึ่งจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 22 ปี พบว่า การซื้อทองคำในคืนวันคริสต์มาส (25 ธ.ค.) และถือไปขายหลังปีใหม่ (2 ม.ค.) มีโอกาสชนะสูงถึง 82% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 26 เหรียญ ซึ่งเป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้น

สำหรับ ทองคำไทย แม้ราคาทองโลกจะพุ่ง แต่ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ อาจกดดันให้ราคาทองไทยขึ้นไม่แรงเท่า โดยคุณเศรษฐวัชร์ประเมินว่า ราคาทองไทยอาจไม่กลับไปทำ New High ที่ 67,500 บาท ในเร็วๆ นี้ แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถือเป็นเรื่องดีสำหรับนักออมทองที่จะได้ต้นทุนที่ถูกลง

มองข้ามช็อตไปปีหน้า (2569) คุณเศรษฐวัชร์มั่นใจว่าราคาทองคำจะทะลุ 5,000 เหรียญ ได้อย่างแน่นอน จากปัจจัยหนุนทั้งดอกเบี้ยขาลงต่อเนื่อง, ปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น และกระแส De-dollarization ที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาสะสมทองคำมากขึ้น ปีหน้าทองคำยังมีโอกาสทำ New High อีกรอบ โดยเป้าหมาย 5,000 เหรียญ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้
📍 สายเล่นสั้น: เก็งกำไรรับข่าวเฟดลดดอกเบี้ย โดยทยอยขายทำกำไรก่อนวันที่ 10 ธ.ค. เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนหลังประชุม
📍 สายถือยาว/ออมทอง: จังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาแถว 62,000 - 63,000 บาท ถือเป็นโซนสะสมที่ดี ไม่ต้องรอให้ราคาลงไปต่ำกว่า 60,000 บาท เพราะโอกาสเกิดขึ้นยากแล้ว

"อย่ารอให้ราคาพุ่งไป 64,000 - 65,000 แล้วค่อยมาถามว่าซื้อได้ไหม ตอนนี้คือจังหวะที่ควรมีของติดไม้ติดมือไว้บ้าง"

https://youtu.be/FdmjpLO2sk8

2 months ago | [YT] | 84

Money Chat Thailand

ฐานทองคำ 61,000 บาทแน่น
ปีหน้าลุ้นทะลุ $5,000 เหรียญ
รับดอกเบี้ยขาลง-หนี้สหรัฐฯ

หลังจากราคาทองคำร่วงแรงจนทำเอานักลงทุนใจหายใจคว่ำ ล่าสุดราคาทองคำเริ่มเห็นสัญญานการฟื้นตัว และการสร้างฐานที่แข็งแกร่งรอบใหม่ อย่างไรก็ดี ยังคงมีคำถามสำคัญที่ติดใจนักลงทุนหลายคนว่า "นี่คือการกลับมาของกระทิงรอบใหม่ หรือเป็นเพียงการเด้งระยะสั้น?"

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก วิเคราะห์ว่า การปรับฐานของราคาทองคำรอบนี้ถือว่าจบแล้ว และเป็นการกลับตัวแบบ "Bottom Out" ที่แข็งแกร่ง โดยราคาทองคำสามารถย่ำฐานเหนือ 4,030 เหรียญได้ และไม่ทำ New Low ซึ่งในทางเทคนิคถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก โอกาสที่ราคาจะกลับลงมาต่ำกว่า 4,000 เหรียญ หรือราคาทองไทยต่ำกว่า 61,000 บาท น่าจะมีไม่ถึง 20% แล้ว นักลงทุนที่ตกรถสามารถทยอยเข้าซื้อสะสมในช่วงนี้

นพ.กฤชรัตน์ มองว่า ปัจจัยพื้นฐานยังคงสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงของเฟด ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในปีหน้า และปัญหา หนี้สาธารณะสหรัฐฯที่พุ่งสูงขึ้นทุก 100 วัน วันละ $1 ล้านล้าน ซึ่งจะกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและเป็นผลบวกต่อทองคำ

นอกจากนี้ ยังมีตัวละครลับที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ คือกลุ่ม Tether ผู้ให้บริการ Stablecoin (USDT) ที่หันมาซื้อทองคำเพื่อ Back Up เหรียญดิจิทัลของตนเอง โดยปีที่ผ่านมาซื้อไปกว่า 104 ตัน และมีแผนซื้อเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 100 ตันในปีหน้า ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีกำลังซื้อเทียบเท่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ

สำหรับเป้าหมายราคาทองคำ นพ.กฤชรัตน์ ให้กรอบสิ้นปีนี้ที่ 4,250 - 4,350 เหรียญ ซึ่งถือว่าน่าพอใจแล้ว แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ปีหน้า (2569) ที่มองว่าราคาทองคำมีโอกาสทะลุ 5,000 เหรียญ ได้อย่างแน่นอน โดยมองว่าปีหน้าทองคำน่าจะขึ้นได้อีก 20-25% จากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยขาลง และความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้คนหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและ Store of Value มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นพ.กฤชรัตน์ เตือนนักลงทุนว่า แม้ทองคำจะเป็นขาขึ้น แต่ความผันผวนก็สูงขึ้นเช่นกัน การเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าที่ใช้ Leverage สูง มีความเสี่ยงมาก ดังที่เห็นจากเหตุการณ์ทุบราคาในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดทุนจำนวนมาก

นพ.กฤชรัตน์ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การลงทุนที่ดีที่สุดคือการใช้เงินเย็น ซื้อสะสมและถือยาว ซึ่งจะชนะเงินเฟ้อและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากธนาคารแน่นอน

รับชมคลิปเต็ม
https://www.youtube.com/watch?v=8jQ6V...

2 months ago | [YT] | 63