ขอต้อนรับสู่ช่อง “Ajahn's Blessings”
ช่องที่จะพาคุณย้อนรอยสู่เรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ของพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชา ทั้งประวัติที่น่าศึกษา ตำนานที่เล่าขานกันมาหลายรุ่น รวมถึงวัตถุมงคล พระเหรียญ พระเครื่อง และของขลังต่าง ๆ ที่เปี่ยมด้วยพุทธคุณ ถ่ายทอดด้วยความเคารพและศรัทธา เพื่อผู้ที่สนใจศึกษาธรรม วิชาพุทธาคม และตำนานพระเกจิ รวมถึงนิยายเสียง
อย่าลืมกดติดตาม กดกระดิ่ง และรับฟังทุกเรื่องราวที่จะทำให้คุณศรัทธามากยิ่งขึ้น 🙏
Ajahn's Blessings
“หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก | ตำนานพระอริยเจ้าผู้สร้างผ้ายันต์แดงทหารผี และปลัดขิกมหาเสน่ห์แห่งแผ่นดินแปดริ้ว” (ตอนที่ 2)
สวัสดีครับท่านผู้ชมผู้ฟังทุกท่าน
คืนนี้...ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางย้อนเวลา ไปสัมผัสตำนานแห่งพระเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมเมตตา หนึ่งในอริยสงฆ์ผู้มีคุณวิเศษเป็นที่เลื่องลือแห่งแผ่นดินแปดริ้ว
เรื่องราวของท่าน “หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก”พระเกจิผู้สืบสายพุทธาคมจากหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน และเป็นเจ้าตำรับเครื่องรางอันยิ่งใหญ่แห่งยุค...
“ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ”เครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมด้วยอานุภาพแห่งเมตตามหานิยม จนกลายเป็นหนึ่งในเบญจภาคีเครื่องรางของขลังของไทย
เสียงลมยามค่ำพัดโชยเอื่อย ในความสงบของวัดสาวชะโงก จังหวั ฉะเชิงเทรา
ยังคงมีผู้คนมากมายหลั่งไหลมาสักการะ
หลวงพ่อเหลือ พระเกจิผู้มีเมตตา และเปี่ยมด้วยบารมี หลังจากที่ท่านได้ออกธุดงค์เพื่อศึกษาธรรมและเวทมนตร์คาถา ท่านได้พบ “หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน” พระเกจิผู้เรืองอาคมแห่งเมืองสมุทรปราการ
หลวงพ่อปานได้ทดสอบสมาธิ และวิชาอาคมของหลวงพ่อเหลืออย่างเข้มงวด
จนเห็นว่าท่านมีพื้นฐานมั่นคง จิตแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว จึงเมตตารับไว้เป็นศิษย์ ให้จำพรรษาอยู่กับ “หลวงพ่อนก วัดสังกะสี” ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นสหธรรมิกที่สนิทสนมกันยิ่ง
หลวงพ่อเหลือได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อปานและหลวงพ่อนก โดยเฉพาะวิชาปลัดขิกอันเลื่องชื่อ
ในขณะเดียวกัน หลวงพ่อนกก็ได้ถ่ายทอดวิชาทำเสือให้แก่ท่าน
ทั้งสองจึงต่างแลกเปลี่ยนพุทธาคมกันด้วยความเคารพในธรรม ต่อมา หลวงพ่อเหลือยังได้เดินธุดงค์ไปศึกษาวิชากับ
“หลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ”
ปรมาจารย์ผู้สร้างพระปิดตายอดนิยมของแผ่นดิน และยังได้เรียนวิชากับ “หลวงพ่อดำ วัดกุฎี” จังหวัดปราจีนบุรี
รวมถึง “หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว” จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งล้วนเป็นพระอาจารย์ผู้ทรงอภิญญาในยุคนั้น
อาจารย์ทั้งสามได้สอนท่านเรื่องการสร้างตะกรุด และพระปิดตาที่มีอานุภาพสูงทางคงกระพัน และเมตตามหานิยม
จนหลวงพ่อเหลือกลายเป็นหนึ่งในพระเกจิที่ “แตกฉานทุกแขนงวิชา” นอกจากนี้ ท่านยังเป็นสหธรรมิกที่แนบแน่นกับพระเกจิอาจารย์ชั้นครูหลายองค์
เช่น
หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา
หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม
และหลวงพ่ออี๋ วัดสัตตะหีบ
พระเกจิผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างเคารพซึ่งกันและกัน มักเดินทางไปมาหาสู่ ปรึกษาธรรม และแลกเปลี่ยนวิชาอยู่เสมอ เป็นยุคทองแห่งพระอริยสงฆ์ไทยโดยแท้
ในทางปกครองคณะสงฆ์ หลวงพ่อเหลือได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งเป็น
– เจ้าอาวาสวัดสาวชะโงก
– พระอุปัชฌาย์
– เจ้าคณะตำบลบางสวน
– และพระระงับอธิกรณ์
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ท่านยังเป็น “ผู้จุดประกายแห่งการฟื้นฟูปริวาสกรรม”
ที่เคยหายสาบสูญไปจากประเทศไทยนับพันปี
หลวงพ่อเหลือได้เป็นผู้ริเริ่มจัดปริวาสกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคใหม่ เปิดโอกาสให้พระภิกษุจากทั่วประเทศมาฝึกตน ชำระจิต และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด จนท่านได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “พระอริยคณาจารย์ ๒๑ รูปของเมืองไทย”
เสียงกลองรบกึกก้องสะท้อนในห้วงเวลาแห่งสงครามอินโดจีน ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ หลวงพ่อเหลือได้สร้าง “ผ้ายันต์แดง” เพื่อแจกจ่ายให้แก่เหล่าทหารไทยที่ออกรบเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ว่ากันว่า... ทหารที่คล้องผ้ายันต์ของท่าน ต่อให้ถูกยิงล้ม...ก็ไม่ตาย! พอหายจุกก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อ จนศัตรูขนานนามทหารไทยว่า “ทหารผี” และก่อนหน้านั้นไม่นาน
หลวงพ่อเหลือยังเป็นหนึ่งใน “๑๐๘ พระเกจิอาจารย์” ที่ได้รับนิมนต์ร่วมปลุกเสกพระรูปสมเด็จพระสังฆราช เจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ณ วัดราชบพิตร เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๑ นับเป็นเกียรติสูงสุดของพระเกจิในยุคนั้น แต่สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อเหลือเป็นที่เคารพศรัทธามากที่สุด ไม่ใช่เพียงพุทธาคม หรืออานุภาพแห่งเครื่องราง แต่คือ “จิตเมตตา” อันใหญ่หลวงของท่าน หลวงพ่อเหลือเป็นพระที่เปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารี
เมื่อเห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ท่านไม่เคยนิ่งเฉย หากเจ็บไข้ ท่านจะช่วยรักษา ทั้งด้วยสมุนไพรแผนโบราณ และด้วยอำนาจแห่งพระเวท ผู้ป่วยบางรายยากจน บางรายพิการ หรือแม้แต่สติไม่สมประกอบ หลวงพ่อเหลือก็เมตตารับไว้ดูแลที่วัด ให้อาหาร ยารักษา และให้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ บางราย...ท่านถึงกับบวชให้เอง เพื่อให้ได้พ้นจากความทุกข์ทางโลก
ท่านยังสร้างอาชีพให้ลูกศิษย์ลูกหา
จัดซื้อเครื่องมือด้วยเงินของท่านเอง
ไม่ว่าจะเป็นโขนสด หนังตะลุง หรือวงปี่พาทย์ เพื่อให้ลูกศิษย์มีทางทำกินโดยไม่ต้องพึ่งใคร
หลวงพ่อเหลือ…มิได้เป็นเพียงพระเกจิผู้ทรงอาคม แต่คือ “พระผู้มีใจเมตตา” ผู้เสียสละเพื่อผู้อื่น ท่านจากไป...แต่เรื่องราวแห่งบารมี และเมตตายังคงสถิตในหัวใจของผู้ศรัทธาทั่วประเทศ
ข้อคิดจากตำนานนี้ก็คือ...“อำนาจแห่งเมตตา ยิ่งใหญ่กว่าอาคมใด ๆ” เพราะแม้เวทมนตร์จะคุ้มครองร่างกายได้ แต่เมตตาจิต...จะคุ้มครองจิตใจของคนทั้งโลก
🙏 ขอบพระคุณทุกท่านที่รับฟังตำนานในคืนนี้ หากท่านชื่นชอบเรื่องราวของพระเกจิอาจารย์ อย่าลืม “กดติดตาม” และ “กดกระดิ่งแจ้งเตือน” เพื่อร่วมเดินทางไปในตำนานศรัทธาครั้งต่อไป ขอให้บุญบารมีแห่งหลวงพ่อเหลือ คุ้มครองทุกท่านครับ
#หลวงพ่อเหลือ #วัดสาวชะโงก #ตำนานพระเกจิ #ผ้ายันต์แดง #ทหารผี #ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ #พระเกจิแปดริ้ว #เครื่องรางของขลัง #ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย #เรื่องเล่าขลัง #ตำนานพระอริยเจ้า
6 days ago | [YT] | 905
View 10 replies
Ajahn's Blessings
หลวงปู่แสง วัดมณีชลขันธ์ (ตอนที่ 1)
หลวงปู่แสง (หรือที่รู้จักในนาม ขรัวตาแสง) แห่งวัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีประวัติที่น่าสนใจและเป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมา
ท่านมีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะเป็นหนึ่งใน พระอาจารย์ผู้สอนวิชากรรมฐานมัชฌิมา และวิทยาคมต่าง ๆ ให้กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าท่านได้สร้าง เจดีย์หลวงพ่อแสง (เจดีย์ที่มีลักษณะแปลกตาเป็นรูปทรงเหลี่ยมสูง) ที่วัดมณีชลขัณฑ์เพียงลำพังด้วยตัวท่านเอง
ท่านเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐานที่มีตบะแก่กล้าและมีพลังจิตสูง หลังจากสร้างเจดีย์เสร็จสิ้น มีตำนานกล่าวว่าท่านได้ปลีกวิเวกจากไปโดยไม่มีใครทราบว่าท่านไปจำพรรษาที่ใดหรือมรณภาพเมื่อใด จนกลายเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การเดินทางย้อนรอยกาลเวลา สู่ดินแดนแห่งมนตราและศรัทธาที่ฝังรากลึกในแผ่นดินละโว้ครับ...
ในวันนี้เราจะพาทุกท่านละทิ้งความวุ่นวายของโลกปัจจุบัน แล้วก้าวเข้าสู่ม่านหมอกแห่งอดีต
ในยุคที่เสียงระฆังวัดคือจังหวะชีวิต และอาคมขลังคือที่พึ่งทางใจของผู้คน นี่คือเรื่องราวของพระมหาเถระผู้ถูกขนานนามว่าเป็น "อาจารย์เหนือโลก" ผู้สร้างตำนานปริศนาฝากไว้ใต้เงาเจดีย์สูงตระหง่าน... "หลวงปู่แสง วัดมณีชลขัณฑ์"
ครั้งหนึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3... บรรยากาศของเมืองลพบุรีในยามนั้นยังเต็มไปด้วยป่ารกชัฏและแม่น้ำลพบุรีที่ไหลเชี่ยวขวางกั้นพื้นที่ การเดินทางไปยังวัดมณีชลขัณฑ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "วัดเกาะแก้ว" ในสมัยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย วัดแห่งนี้ตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนเกาะกลางน้ำ ท่ามกลางเสียงพรายน้ำและลมพัดใบโพธิ์ที่ขรึมขลัง
ในยามรัตติกาลที่มืดมิด มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กๆ ชาวบ้านมักจะเห็นเงาร่างของพระภิกษุชราผู้หนึ่ง เดินจงกรมอยู่ริมตลิ่งอย่างเงียบสงัด ท่านคือ "ขรัวตาแสง" หรือ "หลวงปู่แสง" ผู้มีนัยน์ตาเป็นประกายคมกล้า แฝงไปด้วยความเมตตาอันลึกซึ้ง
วันหนึ่ง มีเรือแจวลำเล็กล่องทวนน้ำมาจากเมืองหลวง ในเรือนั้นมีพระภิกษุหนุ่มรูปงาม ผิวพรรณผุดผ่อง และดูมีบารมีอย่างประหลาด พระรูปนั้นเดินทางมาเพื่อเสาะแสวงหา "ครูดี" เพื่อต่อวิชากรรมฐานชั้นสูง ท่านผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ "มหาโต" (ต่อมาคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)
เมื่อมหาโตก้าวขึ้นฝั่งวัดมณีชลขัณฑ์ ท่านไม่ได้พบกับศาลาที่หรูหรา แต่พบกับหลวงปู่แสงที่กำลังนั่งนิ่งราวกับหินสลักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หลวงปู่แสงเงยหน้าขึ้นมองแล้วกล่าวประโยคแรกที่ทำให้พระหนุ่มจากเมืองหลวงถึงกับชะงักว่า...
"มหา... มาไกลถึงที่นี่ เพื่อมาดูสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือ?"
บรรยากาศในตอนนั้นเงียบสนิท ลมพัดแรงขึ้นจนใบไม้ไหวเกรียวกราว นี่คือจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดสรรพวิชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เมื่อพระอาจารย์ผู้ลึกลับแห่งเมืองลพบุรี และลูกศิษย์ผู้จะกลายเป็นตำนานแห่งวัดระฆัง ได้โคจรมาพบกัน!
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหาโต (ตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นพระภิกษุที่ใฝ่รู้ในวิชาแขนงต่างๆ อย่างมาก ท่านไม่ได้ศึกษาเพียงแค่พระปริยัติธรรม (คัมภีร์) ในวังหรือในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ท่านยังมีความประสงค์จะฝึก "วิปัสสนากัมมัฏฐาน" และ "วิชาทางจิต" ชั้นสูง
มีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า สมเด็จโตท่านได้ยินกิตติศัพท์ของ "พระอาจารย์แสง" แห่งวัดมณีชลขัณฑ์ เมืองลพบุรี ว่าเป็นพระเถระผู้มีตบะแก่กล้า มีพลังจิตอัศจรรย์ และมีความเชี่ยวชาญใน "กัมมัฏฐานมัชฌิมา" (การปฏิบัติสายกลาง) ท่านจึงตัดสินใจเดินทางล่องเรือทวนแม่น้ำลพบุรีมาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์
เมื่อสมเด็จโตเดินทางมาถึงวัดมณีชลขัณฑ์ มีเรื่องเล่าในพงศาวดารและตำนานพื้นบ้านว่า หลวงปู่แสงท่านรู้ด้วย "ญาณหยั่งรู้" ว่าผู้ที่จะมาเป็นศิษย์เอกในอนาคตกำลังเดินทางมาถึง
การพบกันครั้งแรกนั้น หลวงปู่แสงไม่ได้ต้อนรับด้วยพิธีรีตอง แต่ท่านมักจะทดสอบจิตใจของสมเด็จโตด้วยการแสดงอภินิหารหรือการตั้งคำถามปริศนาธรรม เพื่อดูว่าสมเด็จโตมีความอดทนและมีสติปัญญาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งสมเด็จโตก็สามารถผ่านบททดสอบและกราบเบญจางคประดิษฐ์แทบเท้าขอเรียนวิชาด้วยความศรัทธา
หลวงปู่แสงได้ถ่ายทอดวิชาสำคัญหลายอย่างให้แก่สมเด็จโต ได้แก่:
วิชาลบผงพุทธคุณ: ซึ่งต่อมากลายเป็นมวลสารสำคัญในการสร้าง "พระสมเด็จ" อันเลื่องชื่อ
วิชากัมมัฏฐาน: การฝึกจิตให้เกิดสมาธิขั้นสูง
วิชาทางวิทยาคม: การปลุกเสกและการลงอักขระเลขยันต์
ด้วยความเคารพที่สมเด็จโต มีต่อหลวงปู่แสงนั้นสูงมาก ถึงขนาดที่มีบันทึกว่า เมื่อสมเด็จโตมีอำนาจวาสนาบารมีสูงขึ้น ท่านยังคงระลึกถึงพระอาจารย์แสงเสมอ ท่านมักจะเดินทางมาสนทนาธรรมที่เมืองลพบุรีบ่อยครั้ง
และหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ "เจดีย์หลวงพ่อแสง" ที่วัดมณีชลขัณฑ์ ซึ่งหลวงปู่แสงเป็นผู้สร้างไว้ และต่อมาสมเด็จโตก็ได้มีส่วนในการบูรณะและอุปถัมภ์วัดแห่งนี้ เพื่อเป็นการบูชาคุณครูบาอาจารย์นั่นเอง
ในสายวิชาของหลวงปู่แสงนี้ นอกจากนอกจากสมเด็จโตพรหมรังษีแล้ว ยังมีศิษย์ร่วมสำนักที่เลื่องชื่ออีกท่านคือ หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ท่านก็เป็นหนึ่งในศิษย์เอกที่ได้เดินทางไปกราบเรียนวิชาอาคมและวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงปู่แสง
หลวงปู่ทองถือเป็น "ศิษย์รุ่นน้อง" ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
หลวงปู่แสงได้ถ่ายทอดวิชาสำคัญในสาย "กรรมฐานมัชฌิมา" และวิทยาคมแขนงต่างๆ ให้แก่หลวงปู่ทอง ซึ่งต่อมาหลวงปู่ทองได้กลายเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดรูปหนึ่ง (117 ปี) และเป็นที่นับถืออย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7
เรื่องราวของหลวงปู่แสง ยังไม่จบเพียงเท่านี้ คอร์ดกีต้าร์เพลงตอนต่อไป...
#หลวงปู่แสงวัดมณีชลขันธ์ #พระเกจิอาจารย์ #เรื่องเล่าศรัทธา
#ตำนานลึกลับ #พระขลังจริง
#เรื่องเล่าคนโบราณ
1 week ago (edited) | [YT] | 586
View 4 replies
Ajahn's Blessings
“หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง ตำนานเมตตาแห่งแผ่นดินระยอง” (ตอนที่ 2)
ในยุคที่ชายไทยต้องสวมเครื่องแบบ
ยืนหยัดกลางแดด…กลางความกดดัน…
กลางระเบียบวินัยอันเข้มงวดของกองทัพ…
มีมิตรภาพหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความยากลำบากนั้น…
มิตรภาพ ที่ไม่ได้เชื่อมกันด้วยคำพูด
แต่เชื่อมกันด้วย “ใจ”และนำไปสู่สายวิชาเมตตามหานิยมที่สั่นสะเทือนแผ่นดินตะวันออกตราบจนวันนี้…
ในสมัยนั้น…การเป็นทหาร ไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเพียงอย่างเดียว แต่คือการเผชิญ ความเหน็ดเหนื่อย ความกดดัน
และการฝึกที่เข้มงวดอย่างที่สุด...
หลวงพ่อทาบและ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่
ต้องยืนอยู่บนเส้นทางเดียวกัน กินนอนร่วมกัน ฝึกหนักร่วมกัน และช่วยเหลือกันในวันที่อ่อนล้า จากเพื่อนร่วมกอง ค่อย ๆ กลายเป็น
เพื่อนตาย ที่พร้อมพยุงกันให้ผ่านทุกบททดสอบของชีวิต
ในช่วงเวลานั้นเอง…ทั้งสองท่านเริ่มสนใจ
ในศาสตร์เร้นลับ วิชาอาคม และไสยศาสตร์พื้นบ้าน พวกท่านแลกเปลี่ยนวิชา พูดคุยถึงอักขระ คาถา และครูบาอาจารย์ในยุคนั้น
ราวกับรู้ดีว่า…
นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือการปูทางของโชคชะตา ตำนาน “ผ้าพัดโบก” ที่เปลี่ยนชีวิต
หลวงปู่ทิม เคยเล่าไว้ว่า…
เมื่อครั้งยังเป็นทหารเรือลูกหมู่ มีเพื่อนทหารคนหนึ่ง หน้าตาอัปลักษณ์ จนใคร ๆ ต่างมองข้าม แต่เพื่อนผู้นั้น กลับไปหลงรักหญิงสาวหน้าตาดี ซึ่งเป็นที่หมายปองของทหารทั้งกอง เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นรอบตัว คำดูแคลนบาดลึกถึงหัวใจ ถึงขั้นมีคนกล่าวว่า
“แม้ชายผ้าถุง…ก็อย่าหมายได้เห็น”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ
เพื่อนคนนั้นกลับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า…
“…คอยดูเถอะ
วันไหนกูออกทหาร
กูจะพาอีนี่กลับบ้านให้ได้
มันจะต้องร้องตามกู
แล้วพวกมึงจะรู้เอง…”
และแล้ว…
วันที่ปลดประจำการก็มาถึงสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น… หญิงสาวที่ทั้งกองหมายปอง
กลับหอบผ้าหอบผ่อน ตามพลทหารหน้าตาอัปลักษณ์ กลับไปอยู่บ้านค่ายด้วยกัน
พวกเขาใช้ชีวิตคู่ มีลูกหลาน อยู่กันอย่างมีความสุข จนถึงทุกวันนี้…
เมื่อหลวงปู่ทิมถามว่า
ใช้สิ่งใด...
จึงทำให้หญิงสาวเปลี่ยนใจทั้งที่ไม่เคยรักกันมาก่อน คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่สะเทือนใจ…
“ผ้าพัดโบก…ของหลวงพ่อกาจ”
จุดเริ่มต้นของสายวิชา
เหตุการณ์นั้น ฝังลึกอยู่ในใจของหลวงปู่ทิม
ในฐานะพระหนุ่มผู้ใฝ่หาวิชาอาคม ท่านจึงชวน หลวงพ่อทาบ เพื่อนเกลอ ออกเดินทางไปขอร่ำเรียน วิชาพัดโบก จาก หลวงพ่อกาจ
ด้วยกัน…
นี่คือหนึ่งในรากฐานของสายเมตตามหานิยม
ที่ต่อมาจะพัฒนา กลายเป็น สีผึ้งเขียวมรกต
อันเลื่องชื่อ
หลังปลดจากทหาร หลวงพ่อทาบ
ได้อุปสมบท เพื่ออุทิศส่วนกุศล แด่โยมบิดามารดา โดยมี พระครูสมุทรสมานคุณ (แหยว)ทเป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์มาก เป็นพระกรรมวาจารย์
และพระอาจารย์รวม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่อครองผ้าเหลืองแล้ว หลวงพ่อทาบ
เป็นพระหนุ่มที่เคร่งครัด สำรวม ขยัน
และตั้งใจศึกษาอย่างยิ่ง เพียงพรรษาแรก
ท่านสามารถ แปล มูลกัจจายน์ และ มงคลทีปนี ได้ อย่างแตกฉาน…
พร้อมกันนั้น ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคม
จาก หลวงพ่อมาก พระเถระผู้ทรงภูมิ ซึ่งเป็นพระอาจารย์องค์แรก ในสายวิชาของท่าน
อักขระขอมโบราณ การฝึกสมาธิ และวิชาพื้นฐาน ถูกวางรากฐานไว้อย่างมั่นคง
รากฐานนั้นเอง…ที่จะต่อยอดไปสู่
“นะหน้าทอง”และ “การหุงสีผึ้งเขียวมรกต”
ในกาลต่อมา…
เมื่อบวชได้พรรษาที่ 5 พ้นจากการเป็นพระนวกะ หลวงพ่อทาบ เริ่มออกเดินธุดงค์
ป่าเขา ลำเนาไพร ความวิเวก และการแสวงหาครูบาอาจารย์ คือเส้นทางชีวิตในช่วงนั้น
หลายครั้ง…ท่านออกเดินทาง พร้อมกับ
หลวงพ่อทิม เพื่อนแท้ เพื่อนธรรม และเพื่อนร่วมชะตากรรม สองเส้นทาง สองหัวใจ
ที่กำลังหล่อหลอม ตำนานเมตตามหานิยม
ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น…
ตำนานของหลวงพ่อทาบ ไม่ใช่เรื่องของอิทธิฤทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ
มิตรภาพ ความเพียร และรากฐานทางจิต
ที่มั่นคงเหนือกาลเวลา
และนี่…คือช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่โลกจะได้รู้จัก สีผึ้งเขียวมรกต อย่างแท้จริง…
ขอบคุณผู้ชม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่ติดตามเรื่องราวนี้จนจบ
หากคุณรู้สึกถึงพลัง
หรือศรัทธาบางอย่าง
ที่แทรกอยู่ระหว่างบรรทัด…
อย่าลืมกดไลก์
กดแชร์
และกดติดตาม
เพื่อร่วมเดินทาง
ไปกับตำนานพระเกจิไทย
ในตอนต่อไป…
เรื่องราวของหลวงพ่อทาบ พัดกระบกขึ้นผึ้งยังไม่จบเพียงเท่านี้ โปรดติดตามในตอนต่อไป.....
#หลวงพ่อทาบ #วัดกระบกขึ้นผึ้ง #สีผึ้งหลวงพ่อทาบ #ตำนานหลวงพ่อทาบ #สีผึ้งเดือด #เมตตามหานิยม #เรื่องเล่าพระเกจิ #ปาฏิหาริย์ #สารคดีพระ #เรื่องเล่าศรัทธา
1 week ago | [YT] | 616
View 16 replies
Ajahn's Blessings
ตำนานหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก | พระเกจิผู้เรืองอาคม เจ้าตำรับปลัดขิกแห่งบางปะกง” ( ตอนที่ 1)
🔔เสียงระฆังวัดดังแว่ว... คลอด้วยเสียงน้ำบางปะกงที่ไหลเอื่อย เสียงนกกาละลิ่วบินผ่านยอดไม้สูง...🔔
สวัสดีครับทุกท่าน
วันนี้... ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “วัดสาวชะโงก” วัดเก่าแก่แห่งเมืองบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา วัดที่ไม่เพียงแต่มีตำนานรักอันโศกเศร้าของเจ้าสาวริมฝั่งน้ำ แต่ยังเป็นสถานที่พำนักของ “พระเกจิผู้เรืองอาคม” ผู้เป็นเจ้าตำรับแห่งเครื่องรางของขลังอันเลื่องชื่อ...
นั่นคือ “หลวงพ่อเหลือ นันทสาโร”
ณ วัดสาวชะโงกแห่งนี้
ชื่อของ “หลวงพ่อเหลือ” ยังคงถูกกล่าวถึงด้วยความเคารพ.ท่านเป็นพระเกจิผู้ทรงคุณวิเศษหลายประการ มีเมตตาธรรมสูง และเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วแปดทิศ
ท่านมักได้รับนิมนต์เข้าร่วมในพิธีพุทธาภิเษกใหญ่หลายต่อหลายครั้ง
โดยเฉพาะในสมัยสงครามอินโดจีน
หลวงพ่อเหลือ คือหนึ่งในพระเกจิผู้สร้าง “ผ้ายันต์แดง” แจกแก่ทหารไทย เพื่อคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยในสนามรบ แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของท่านโด่งดัง และเป็นที่กล่าวขานไม่รู้จบ...
คือ “ปลัดขิก” เครื่องรางแห่งมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ที่เลื่องลือไปทั่วประเทศ
ปลัดขิก...หนึ่งในเครื่องรางของขลังที่คนไทยรู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ เป็นของที่พระอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคมมักสร้างไว้
เพื่อมอบให้ศิษยานุศิษย์ บางสำนักปลุกเสกลงอักขระเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข
บางสำนักสร้างเพื่อเสริมโชคลาภ มหาเสน่ห์ หรือคงกระพันชาตรี
แต่ในบรรดาปลัดขิกทั้งหลายทั่วแผ่นดินไทย ผู้คนยกให้ “ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก” เป็นสุดยอดหนึ่งใน “เบญจภาคีเครื่องรางของขลัง” ที่มีพุทธคุณสูง เป็นที่แสวงหาของนักสะสมทั่วสารทิศ
“พระครูนันทธีราจารย์” คือสมณศักดิ์ของท่าน นามเดิม “เหลือ รุ่งสะอาด”
เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2405 ที่ตำบลบางเล่า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่เยาว์วัย ท่านเป็นคนขยันขันแข็ง กตัญญูต่อบิดามารดา และรักชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลยิ่งนัก เมื่อถึงวัยเบญจเพศ พ่อแม่จึงพร้อมใจกันให้อุปสมบท โดยตั้งใจจะให้บวชที่วัดสาวชะโงก
วันบวชของนายเหลือ...
ไม่ใช่งานมโหฬารเหมือนสมัยนี้
ไม่มีเสียงดนตรีแห่ ไม่มีความครึกครื้นโกลาหล มีเพียงข้าวหม้อ แกงหมอ และเรือพายสองลำ ลำหนึ่งพายหัว อีกลำพายท้าย พานาคเหลือเข้าสู่วัดด้วยความเรียบง่ายและสงบงาม
แต่ระหว่างทาง...
ศัตรูเก่ากลับมาตะโกนท้าทายให้หยุดเรือตีกันก่อนจะบวช ฝ่ายนาคเหลือก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด เอื้อมมือหยิบ “ตะพดคู่ใจ” ขึ้นมาเตรียมพร้อมจะสู้ จนญาติผู้ใหญ่ต้องรีบจ้ำเรือหนีแทบไม่ทัน
เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ก่อนถึงวัด
สุดท้าย...
บุญกุศลคงได้ดลบันดาล
ให้นาคเหลือเดินทางถึงวัดโดยสวัสดี
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2428
ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา
ณ พัทธสีมาวัดสาวชะโงก
นาคเหลือ รุ่งสะอาด ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี “พระอาจารย์คง วัดใหม่บางคล้า” เป็นพระอุปัชฌาย์
“พระอธิการขิก วัดสาวชะโงก” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระอาจารย์โต” เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “นันทสาโร” สมดังความปรารถนาของบิดามารดาและครอบครัวทุกประการ
หลวงพ่อเหลือมุ่งมั่นศึกษาพระธรรม ควบคู่กับการเจริญกรรมฐาน
โดยมี “หลวงพ่อขริก วัดสาวชะโงก” เป็นพระอาจารย์ ท่านเรียนรู้ทั้งบาลี ขอม และวิชาอาคม จนแตกฉานในสายวิปัสสนาและเวทมนตร์คาถา เมื่อจิตของท่านสงบนิ่งเป็นเอกัคตา หลวงพ่อขริกจึงได้ “ครอบครู” ถ่ายทอดวิชาอาคมทั้งหมด ให้แก่หลวงพ่อเหลือโดยสมบูรณ์
หลวงพ่อขริกนั้น เป็นพระผู้เรืองอาคมเช่นกัน มีชื่อเสียงในการสร้าง “พระปิดตาไม้คูน” หากเป็นพระปิดตาธรรมดา
จะเด่นทางเมตตา แคล้วคลาด
แต่หากเป็น “พระปิดทวาร” จะโดดเด่นด้านมหาอุดและคงกระพันชาตรี
ภายหลัง...
หลวงพ่อเหลือได้รับมอบหมายให้สอนกรรมฐานแทนอาจารย์ ท่านเป็นครูใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา อบรมทั้งพระ เณร และญาติโยม ให้รู้จักฝึกจิตให้ตั้งมั่น จนเมื่อหลวงพ่อขริกชราภาพ จึงมอบหมายให้หลวงพ่อเหลือ ออกธุดงค์เดี่ยวเพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
หลวงพ่อเหลือธุดงค์อยู่หลายปี
ไปตามป่าลึก เขาเขียว เขาสามมุก และแถบชายแดนปราจีนบุรี จนวันหนึ่ง...
ท่านได้พบกับ “หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน” ผู้เป็นพระมหาเกจิผู้เรืองวิชาเช่นกัน ในขณะที่คณะธุดงค์ของหลวงพ่อปาน กำลังเดินทางไปนมัสการพระศรีมหาโพธิ์
เมื่อได้พบกัน...
หลวงพ่อเหลือเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของหลวงพ่อปานอย่างลึกซึ้ง
จึงขอติดตามธุดงค์ไปด้วย และได้เรียนรู้ทั้งวิชา ธรรมะ และกรรมฐานขั้นสูงจากท่าน
🥰เสียงลมพัดใบไม้ไหว... คล้ายสัญลักษณ์แห่งการถ่ายทอดธรรมต่อธรรม อาคมต่ออาคม...🥰
ตลอดชีวิตของหลวงพ่อเหลือ
ท่านเป็นพระที่สมถะ เรียบง่าย และเคร่งครัดในวินัย ไม่สะสม ไม่ยึดติด
ท่านมักกล่าวว่า “ของขลังนั้นไม่อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่ใจผู้ถือ” คำสอนสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยปัญญา และยังคงถูกกล่าวถึงจนถึงทุกวันนี้
หลวงพ่อเหลือได้สร้างเครื่องรางไว้หลายชนิด แต่ที่โด่งดังที่สุด คือ “ปลัดขิก”
ซึ่งขึ้นชื่อว่า “ขลังด้วยเมตตาแรงด้วยโชคลาภ” มีผู้นำไปบูชาแล้วประสบผลสำเร็จมากมาย ทุกครั้งที่ปลัดขิกของท่านผ่านการปลุกเสก หลวงพ่อจะนั่งภาวนาในสมาธิอย่างลึก จนจิตท่านแผ่เมตตาออกครอบคลุมทั้งสังฆาร
ว่ากันว่า...
เมื่อท่านเป่าอาคมลงไปครั้งสุดท้าย
เสียงลมแห่งคำภาวนา...จะดังก้องในใจผู้ศรัทธาเสมอ
🔔เสียงระฆังวัดดังขึ้นอีกครั้ง... สะท้อนกับเสียงสายน้ำบางปะกงที่ยังคงไหลไม่หยุด เหมือนบารมีของหลวงพ่อเหลือ ที่ยังดำรงอยู่ไม่สิ้นสุด...🔔
ตำนานหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก
ไม่เพียงเป็นเรื่องของอาคม หรือเครื่องรางของขลัง แต่ยังเป็นตำนานของ “จิตที่มั่นคงในธรรม” ของพระผู้ใช้ศรัทธาและเมตตาเป็นพลัง เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้คนทั้งแผ่นดิน
🙏 ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม
หากชอบเรื่องเล่าขลัง ตำนานพระเกจิ และเรื่องศรัทธาแห่งแผ่นดินไทย
อย่าลืมกด “ติดตาม” และ “กดแชร์”
เพื่อรับชมตำนานขลังตอนต่อไปครับ
👉เรื่องราวของหลวงพ่อเหลือยังไม่จบเพียงเท่านี้โปรดติดตามในตอนต่อไป..
#หลวงพ่อเหลือ #วัดสาวชะโงก #บางคล้า #เครื่องรางของขลัง #ปลัดขิก #ตำนานพระเกจิ #เรื่องเล่าขลัง #ฉะเชิงเทรา #ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
1 week ago | [YT] | 727
View 10 replies
Ajahn's Blessings
“หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง ตำนานเมตตาแห่งแผ่นดินระยอง” (ตอนที่ 1)
“ของขลังไม่ได้ให้ลองของ…แต่ให้รักษาศีล – หลวงพ่อทาบ”
ย้อนเวลากลับไปกว่า 140 ปีก่อน …
แผ่นดินระยองในวันนั้น…ยังไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นเพียงผืนดินเงียบสงบ ที่โอบล้อมด้วยป่าละเมาะ…ทุ่งนา…และลมหายใจของธรรมชาติ
ยามเช้า…
หมอกขาวคลุมหมู่บ้านนาตาขวัญ
เสียงนกร้องประสานกับเสียงกระดึงคอควาย
ลอยแว่วมาตามสายลมท่ามกลางความสงบนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งเติบโตขึ้น…ท่ามกลางกลิ่นดิน…กลิ่นหญ้า…และความเงียบงันของพงไพรเด็กชายผู้นั้นชื่อว่า “ทาบ”
หลวงพ่อทาบ เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือนหก ปีฉลู
ตรงกับ พุทธศักราช 2420 ที่บ้านนาตาขวัญ
ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
บิดาชื่อ อุ่น เพชรนคร มารดาชื่อ ฉิม
ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน และท่านคือ น้องคนสุดท้อง
ตั้งแต่วัยเยาว์…เด็กชายทาบแตกต่างจากเด็กทั่วไป ไม่ซุกซน ไม่วุ่นวาย แต่กลับนิ่ง…สงบ…
และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา ชาวบ้านมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…
“เด็กคนนี้…บุญสูง” “น่าจะได้ครองผ้าเหลืองในวันหน้า”
ในยุคนั้น…
วัดคือศูนย์กลางของทุกสรรพวิชา เด็กชายทาบจึงเติบโตท่ามกลางกลิ่นธูป ควันเทียน
และเสียงสวดมนต์ในวิหารไม้เก่า กุฏิไม้กระดานที่ขึ้นเงาจากกาลเวลา คือห้องเรียนแรกของชีวิต ท่านมักนั่งมองพระสงฆ์
ขีดเขียนอักขระขอมลงบนกระดานชนวน
ด้วยแววตาจดจ่อ ราวกับจิตวิญญาณกำลังจดจำบางสิ่ง…ที่ไม่ต้องใช้คำพูด เมื่ออายุเหมาะสม บิดามารดาจึงฝากท่านไว้กับเจ้าอาวาสวัดนาตาขวัญ
ต่อมา…เพื่อรับใช้ชาติ ในฐานะ ทหารเรือ
ตามหน้าที่ของชายไทยในยุคนั้น
ตำนานที่ศิษย์สายตรงเล่าต่อกันมา ระบุว่า…
ในช่วงเวลานั้นเอง ท่านได้ประจำการที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5
และที่นั่น…ทโชคชะตาได้นำพาให้
หลวงพ่อทาบ ได้ร่วมผลัดรับราชการ
กับพระผู้ยิ่งใหญ่อีกองค์หนึ่งของแผ่นดิน
หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ทั้งสองเป็นชาวระยอง บ้านเดียวกัน อายุไล่เลี่ยกัน
และผูกพันกันตั้งแต่วัยหนุ่ม
มิตรภาพที่ก่อเกิดขึ้นในกองทัพ
กลายเป็นรากฐานสำคัญ
ของสายวิชาเมตตามหานิยม
ที่ต่อมาจะสะเทือนทั้งแผ่นดินตะวันออก…
และแม้ในกาลต่อมา…
หลวงปู่ทิมเอง
ยังยอมรับโดยไม่ลังเลว่า…
“วิชาเมตตา…หลวงพ่อทาบ คืออันดับหนึ่ง”
หลวงพ่อทาบ ไม่ใช่เพียงพระเกจิผู้สร้างสีผึ้ง
แต่คือพระผู้เข้าใจ “หัวใจมนุษย์” อย่างลึกซึ้ง
เมตตาของท่าน ไม่ใช่เพื่อครอบงำ
แต่เพื่อเกื้อกูล ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่เพื่อให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และนี่คือจุดเริ่มต้น
ของตำนานสีผึ้งเขียวมรกต ที่ยังคงถูกกล่าวขาน ตราบจนทุกวันนี้…
เรื่องราวของหลวงพ่อทาบยังไม่จบเพียงเท่านี้โปรดติดตามในตอนต่อไป
ขอบคุณผู้ชม ขอบคุณทุกท่าน ที่เดินทางย้อนเวลาไปกับเรา หากเรื่องราวนี้
ทำให้คุณรู้สึกศรัทธาหรือได้แง่คิดบางอย่างกลับไป…อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามช่องของเรา
เพื่อไม่พลาดตำนานพระเกจิ
และเรื่องเล่าลึกซึ้งจากประวัติศาสตร์ไทย
ในตอนต่อไป…
#หลวงพ่อทาบ #หลวงพ่อทาบวัดกระบกขึ้นผึ้ง #วัดกระบกขึ้นผึ้ง #หลวงพ่อทาบระยอง
#พระเกจิระยอง #พระเกจิอาจารย์ดัง
1 week ago | [YT] | 629
View 20 replies
Ajahn's Blessings
“เหรียญรุ่นแรก ปี 2481” ตำนานพระอุปัชฌาย์คำ วัดสนามจันทร์ เหรียญขลังแห่งแปดริ้ว (ตอนจบ)
(เสียงลมพัดเบา ๆ... เสียงระฆังวัดดัง “กัง...กัง...”)
สวัสดีครับท่านผู้ฟังทุกท่าน
วันนี้...เราจะพาท่านย้อนกลับไปสู่ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ ปีที่วัดสนามจันทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้กลายเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาและปาฏิหาริย์ทางพุทธคุณ
เพราะในปีนั้นเอง...
พระอุโบสถที่ “หลวงพ่อคำ พรหมสุวณฺโณ”ได้สร้างไว้ด้วยแรงกาย แรงศรัทธา และแรงใจจากชาวบ้าน ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
เมื่อข่าวการสร้างอุโบสถแพร่กระจายไปทั่ว บรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ขออนุญาตหลวงพ่อคำเพื่อสร้าง “เหรียญที่ระลึก” ในงาน “ฝังลูกนิมิต” ของวัดสนามจันทร์
หลวงพ่อคำท่านเมตตา...
อนุญาตให้จัดสร้างเหรียญขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิตของท่าน คนเฒ่าคนแก่เล่าขานต่อกันมา...
ว่าการสร้างเหรียญรุ่นนี้ ไม่ได้ทำกันอย่างธรรมดาเลย หลวงพ่อคำได้ให้ลูกศิษย์นำ “แผ่นทองแดงบริสุทธิ์”
ไปถวายให้พระเกจิชื่อดังในยุคนั้น
ช่วยจารอักขระเลขยันต์ลงบนแผ่นทองแดง ก่อนจะนำไปหลอมรวมรีดเป็นแผ่น เพื่อใช้ปั๊มเป็นเหรียญอันศักดิ์สิทธิ์
และรายนามพระเกจิที่ร่วมจารนั้น...ล้วนเป็นสุดยอดพระอาจารย์ระดับตำนานของภาคตะวันออก
ไม่ว่าจะเป็น...
หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
หลวงพ่อคง วัดซำป่าง่าม
หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว
หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา
หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก
หลวงพ่อเสือ วัดสามกอ
และหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย
แต่ละองค์ล้วนเปี่ยมด้วยพลังจิตและวิชาอาคมสูงส่ง จนการสร้างเหรียญครั้งนั้นกลายเป็น “มหาพิธีพุทธาภิเษก”
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของแปดริ้ว
ในวันประกอบพิธีพุทธาภิเษก...
แสงควันเทียนลอยกรุ่นทั่วอุโบสถ
เสียงสวดภาวนาดังกังวานสะเทือนใจ
นอกจากหลวงพ่อคำผู้เป็นประธานแล้ว
ยังมีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงญาณอีกมากมายมาร่วมปลุกเสก
อาทิ ท่านเจ้าคุณพุทธิรังสีมุนีวงศ์ (โฮ้ว) เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
ท่านเจ้าคุณสันทัดธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงพระเกจิผู้เรืองวิชาอีกหลายรูป เช่น
หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
หลวงพ่อพูน วัดตาลล้อม
หลวงพ่อศรี วัดพนัส
หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว
หลวงพ่อเสือ วัดสามกอ
หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก
และหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา
บรรยากาศในวันนั้น
เต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สัมผัสได้
ผู้มาร่วมงานต่างกล่าวขานว่า...
“ราวกับสวรรค์เปิดประตูให้เทวดาลงมาร่วมอนุโมทนา” หลังเสร็จพิธีพุทธาภิเษก...หลวงพ่อคำยังมิได้รีบแจกจ่ายเหรียญในทันที ท่านได้นำเหรียญทั้งหมดมาไว้บนกุฏิของท่าน
แล้ว “ปลุกเสกเดี่ยว” ต่ออีกหนึ่งพรรษาเต็ม เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็ม ๆ ที่เหรียญเหล่านี้
ได้รับการอธิษฐานจิตจากหลวงพ่อคำ
ด้วยจิตที่สงบเยือกเย็นและมั่นคงดั่งภูผา
จนกระทั่งถึงงานฝังลูกนิมิต เหรียญจึงถูกนำออกมาแจกให้แก่ผู้ศรัทธา
เหรียญรุ่นแรกของพระอุปัชฌาย์คำ
สร้างขึ้นจาก “เนื้อทองแดงบริสุทธิ์”
มีอยู่สามแบบ
แบบแรก ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนของหลวงพ่อคำ ส่วนด้านหลังมียันต์ใหญ่
อีกแบบหนึ่ง เป็นเหรียญยันต์เล็ก
และแบบสุดท้าย คือ “เหรียญยันต์ใหญ่ชุบเงิน” ซึ่งสร้างแจกเฉพาะคณะกรรมการวัด ทุกเหรียญล้วนทรงพลัง พุทธคุณเข้มขลัง เป็นที่นิยมสะสมของนักสะสมและศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ
ปีพุทธศักราช ๒๔๘๗
หลังจากงานฝังลูกนิมิตผ่านไปได้หกปี
หลวงพ่อคำก็ได้ละสังขารอย่างสงบ
ปิดตำนานพระเกจิผู้เรืองอาคมแห่งแปดริ้ว ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและความศักดิ์สิทธิ์อย่างหาที่สุดมิได้ เหรียญรุ่นแรกของท่านในปี ๒๔๘๑
กลายเป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” ที่ผู้คนแสวงหา เหรียญรูปอาร์ม หูในตัว
ด้านหน้าจารึกชื่อ “พระอุปัชฌาย์คำ”
ด้านล่างเขียนว่า “พรหมสุวณณ”
ส่วนด้านหลังเป็นยันต์ตรีนิสิงเห
พร้อมข้อความว่า “ที่ระลึกในการฝังลูกนิมิต วัดสนามจันทร์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา”
ทุกเหรียญ...ทุกแผ่นทองแดง...
เปรียบเสมือน “สัญลักษณ์แห่งศรัทธา”
ที่ถูกปลุกเสกด้วยพลังจิตอันบริสุทธิ์ของพระอริยสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่
(เสียงระฆังวัดดังอีกครั้ง... ลมพัดผ่านยอดไม้...)
แท้จริงแล้ว...
เหรียญที่ขลัง มิได้ศักดิ์สิทธิ์เพราะโลหะหรือยันต์ แต่ศักดิ์สิทธิ์...เพราะ “พลังแห่งจิต” ของผู้สร้าง และ “ศรัทธาแห่งใจ” ของผู้บูชา
🙏 ขอขอบพระคุณทุกท่านที่รับฟังเรื่องราวแห่งศรัทธาในวันนี้ หากท่านศรัทธาในตำนานพระเกจิไทย
อย่าลืมกด “ติดตาม” เพื่อร่วมสืบสานตำนานพุทธคุณแห่งสยามต่อไปครับ
#หลวงพ่อคำ #วัดสนามจันทร์ #เหรียญรุ่นแรก2481 #พระเกจิแปดริ้ว #ฉะเชิงเทรา #เหรียญขลัง #ตำนานพระเกจิ #ผ้าขี้ริ้วยิงไม่ออก #เรื่องเล่าศรัทธา #สารคดีพระเกจิ
1 week ago | [YT] | 466
View 6 replies
Ajahn's Blessings
ตำนานพระอุปัชฌาย์คำ วัดสนามจันทร์ เหรียญขลังแห่งแปดริ้ว ตอนที่ 1
เสียงระฆังยามเย็น...
ลมพัดแผ่วผ่านยอดไม้ใหญ่ของวัดสนามจันทร์...กลิ่นธูปลอยคลุ้งเหนือศาลาเก่าแก่ที่เงียบสงบ...
สวัสดีทุกท่านครับ
วันนี้...เราจะพาทุกท่านย้อนกลับไปยังยุคเก่ากว่าร้อยปี เพื่อรับฟังตำนานของพระเกจิผู้เรืองอาคม หนึ่งในผู้เปี่ยมด้วยบารมีแห่งแปดริ้ว
“พระอุปัชฌาย์คำ พรหมสุวณฺโณ”
แห่งวัดสนามจันทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
พระอุปัชฌาย์คำ ท่านเกิดเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๐๑ ณ บ้านปากคลองสนามจันทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
บุตรของโยมคล้าย และโยมอ่วม
ตั้งแต่ยังเป็นวัยหนุ่ม ท่านก็มีนิสัยเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ไม่เกรงกลัวผู้ใด
เป็นหัวหน้ากลุ่มเพื่อนฝูง ได้รับการยกย่องให้เป็น “ลูกพี่” ของหมู่บ้าน
แต่ด้วยบุญเก่าที่สั่งสมมา...
เมื่ออายุครบบวช โยมบิดามารดาได้ขอร้องให้ท่านเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
ท่านจึงอุปสมบท ณ วัดบ้านโพธิ์
โดยมี “หลวงพ่อแก้ว วัดบ้านโพธิ์” พระเกจิผู้มีชื่อเสียง เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้รับฉายาว่า “พรหมสุวณฺโณ”
ภายหลังการบวช...
หลวงพ่อคำกลับเกิดแรงศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระธรรมวินัย เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ความจำเป็นเลิศ สอบธรรมได้เป็นที่หนึ่งในรุ่น และยังเป็นผู้ใฝ่ศึกษาทั้งทางธรรมและทางวิชาอาคม
เพียง ๔ พรรษาหลังอุปสมบท...
ท่านออกธุดงค์จาริกไปในป่าลึก เพื่อฝึกสมาธิจิต ระหว่างนั้นได้พบกับอาจารย์ฆราวาสชื่อ “พุ่ม” ผู้มีวิชาอาคมเข้มขลัง ทั้งมหาอุด ตะกรุดใต้น้ำ และวิชาล่องหนหายตัว
หลวงพ่อคำจึงฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาวิชาต่าง ๆ จนแตกฉาน นอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมจากหลวงพ่อแก้ว วัดบ้านโพธิ์ ซึ่งเชี่ยวชาญในสาย “มหาอุด พัดโบก กำบังไพร และเมตตามหานิยม”
เมื่อกลับจากธุดงค์ หลวงพ่อคำตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นผู้มีเมตตา พูดน้อย แต่ทุกถ้อยคำเปี่ยมด้วยพลังแห่งเมตตาธรรม กิตติศัพท์ด้านพุทธาคมของท่านเริ่มขจรขจายไปทั่วแปดริ้วและภาคตะวันออก ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสนามจันทร์
และนั่น...คือจุดเริ่มต้นของ “ตำนานอันลือลั่น”
ว่ากันว่า...
วันหนึ่ง “ขุนแพทย์มงคล” มัคนายกในสมัยนั้น อยากทดสอบอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อคำ จึงแอบนำผ้าอาบน้ำของท่านไปผูกไว้กับต้นไม้ แล้วลองยิงดู
แต่กระสุนกลับไม่ลั่น! เสียงปืนเงียบสนิท...ราวกับถูกพลังบางอย่างสะกดไว้
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึง
บางคนถึงกับแย่งกันฉีกผ้าอาบผืนนั้นไปบูชา เชื่อว่ามีอำนาจคงกระพันแคล้วคลาด
ไม่นานหลังจากนั้น
มีนายทหารคนหนึ่งได้ยินข่าว จึงมาขอทดลองด้วยตนเอง เขาเดินถือปืนเข้ามาในวัดด้วยความมั่นใจ หลวงพ่อคำมองเห็นแล้วเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ
“ไอ้นี่หรือวะ...ที่เขาเรียกว่าปืน?
มันดีอย่างไร...ยิงผ้าขี้ริ้วของกูยังยิงไม่ออก” ว่าจบ ท่านก็หยิบผ้าเช็ดน้ำชาผืนเก่า โยนลงกับพื้น
นายทหารเล็งปืน ยิง...แต่ปืนกลับเงียบ
เขาลองอีกนัด...อีกนัด...จนหมดโม่
แต่กระสุนไม่ยอมลั่นเลยแม้แต่นัดเดียว
ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน
นายทหารผู้นั้นถึงกับคุกเข่าลงกราบ
และขอผ้าเช็ดน้ำชาผืนนั้นไปบูชา
จากวันนั้น...เรื่อง “ผ้าขี้ริ้วยิงไม่ออก”
จึงกลายเป็นตำนานที่เล่าขานไม่รู้จบ
ต่อมา สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เสด็จมาวัดสนามจันทร์ และทรงแต่งตั้งให้หลวงพ่อคำเป็น “พระอุปัชฌาย์”
นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิตสมณะ
ท่านได้พัฒนาวัดสนามจันทร์ให้รุ่งเรือง
สร้างอุโบสถใหม่อันงดงาม จนได้รับพระราชทานเหรียญจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และในภายหลัง...จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นับเป็นความภาคภูมิสูงสุดของวัดและของชาวแปดริ้วทั้งมวล
แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานกว่าศตวรรษ
แต่ชื่อ “หลวงพ่อคำ พรหมสุวณฺโณ”
ยังคงถูกกล่าวขานด้วยความศรัทธาไม่เสื่อมคลาย ทั้งจากพุทธคุณ วาจาสิทธิ์ และจิตเมตตาอันบริสุทธิ์
เสียงระฆังวัดดังขึ้นอีกครั้ง...
คล้ายเป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์ ผู้สละชีวิตเพื่อธรรม เพื่อสั่งสอนศิษย์ให้เดินบนทางแห่งศรัทธา
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้...อยู่ที่จิตของผู้ถือมั่นในความดี ไม่ใช่เพียงผ้าขี้ริ้วที่ยิงไม่ออก
แต่คือ “จิตใจ” ที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
เรื่องราวของพระอุปัชฌาย์คำยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในตอนต่อไปจะกล่าวถึงการสร้างเหรียญ “เหรียญรุ่นแรก ปี 2481” ตำนานพระอุปัชฌาย์คำ วัดสนามจันทร์ เหรียญขลังแห่งแปดริ้ว
#หลวงพ่อคำ #วัดสนามจันทร์ #เหรียญรุ่นแรก2481 #พระเกจิแปดริ้ว #ฉะเชิงเทรา #เหรียญขลัง #ตำนานพระเกจิ #ผ้าขี้ริ้วยิงไม่ออก #เรื่องเล่าศรัทธา #สารคดีพระเกจิ
2 weeks ago | [YT] | 943
View 15 replies
Ajahn's Blessings
5 สุดยอดพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองอาคมแห่งลุ่มแม่น้ำบางปะกง ที่ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วแผ่นดินในยุคสงครามอินโดจีน พบกับเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ที่ยังมีลมหายใจ
1.หลวงพ่อคำ วัดสนามจันทร์ เจ้าตำรับผ้าขี้ริ้วยิงไม่ออก
2.หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา พี่ใหญ่แห่ง 'จาด จง คง อี๋' และตำนานทหารผี
3.หลวงพ่อมา วัดหาดสูง จอมขมังเวทย์แห่งกบินทร์บุรี ผู้เสกธงเรียกคน
4.หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก เจ้าตำรับปลัดขิกว่ายน้ำ พุทธคุณเหลือกินเหลือใช้
5.หลวงปู่คง วัดซำป่างาม ปรมาจารย์ 5 แผ่นดิน ผู้มีตบะบารมีแกร่งกล้า
รับฟังเพื่อการอนุรักษ์ตำนานและวิถีความเชื่อท้องถิ่น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม"
#พระเกจิ #ตำนานพระเกจิ #ลุ่มน้ำบางปะกง #หลวงพ่อจาด #หลวงพ่อเหลือ #หลวงพ่อคำ #หลวงพ่อมา #หลวงปู่คง #ฉะเชิงเทรา #ปราจีนบุรี #พระเครื่อง #เรื่องลี้ลับ #มหาอุตม์ #ทหารผี
2 weeks ago | [YT] | 35
View 1 reply
Ajahn's Blessings
ขรัวตาแสง วัดมณีชลขัณฑ์
ท่านคือ…หลวงปู่แสง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
“ขรัวตาแสง”แห่ง วัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี
นี่ไม่ใช่เพียงตำนาน…
แต่คือ ปริศนาที่ไร้คำตอบ
#หลวงปู่แสง #ขรัวตาแสง #วัดมณีชลขัณฑ์
#ครูสมเด็จโต #สมเด็จโต #พระสมเด็จวัดระฆัง #ตำนานพระเกจิ #พระเกจิสายลึกลับ
#เรื่องเล่าพระ #อาถรรพ์ #ปริศนาศักดิ์สิทธิ์
2 weeks ago | [YT] | 32
View 0 replies
Ajahn's Blessings
หลวงปู่แสง พระเกจิแห่งลพบุรี | ตำนานผู้สร้างเจดีย์ด้วยพลังจิต
หาก พูดถึง 'พระสมเด็จวัดระฆัง' ทุกคนย่อมรู้จักชื่อของสมเด็จโต แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า? เบื้องหลังความศักดิ์สิทธิ์ที่พลิกแผ่นดินนั้น มี 'ครู' ผู้หนึ่งที่สมเด็จโตเคารพรักและยอมรับว่ามีพลังจิตแก่กล้าที่สุด
ย้อนกลับไปในยุคที่สยามยังเต็มไปด้วยอาถรรพ์และมนตรา มีพระมหาเถระรูปหนึ่ง... ท่านสร้างเจดีย์สูงระฟ้าด้วยตัวคนเดียวเพียงลำพังในยามวิกาล ก่อนจะ 'อันตรธาน' หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงปริศนา ที่แม้แต่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังต้องดั้นด้นมา กราบเป็นครู
เรื่องราวของพระมหาเถระผู้หนึ่ง
ซึ่งชื่อของท่าน… ยังคงดังก้องอยู่ใต้เงาเจดีย์สูงตระหง่าน…แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่าสองร้อยปี…เรื่องราวของท่านผู้นี้…ไม่ใช่เพียงตำนานแต่คือ “ปริศนา” ที่ยังไม่มีคำตอบ…
ท่านคือ…
หลวงปู่แสง… หรือที่ชาวบ้านขนานนามว่า “ขรัว ตาแสง” แห่งวัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี…
ตำนานการสร้าง เจดีย์หลวงปู่แสง
ณ วัดมณีชลขัณฑ์ คือหลักฐานที่ยืนยง
ของพลังจิตที่อยู่เหนือยุคสมัย
หลวงปู่แสง ไม่ได้เริ่มจากการเรี่ยไร
ไม่ได้ป่าวประกาศหาช่าง แต่เริ่มจากการ
“สมาทานวิริยะ” ตั้งจิตว่าจะสร้างพุทธบูชา
ด้วยกำลังของตนเอง ท่านเลือกพื้นที่ริมน้ำ
ซึ่งเป็นดินอ่อน น้ำท่วมถึงได้ง่าย
แต่รากฐานกลับมั่นคง จนเจดีย์ยืนหยัดมาถึงปัจจุบัน
วัสดุที่ใช้ คืออิฐดินเผา และปูนหมักแบบโบราณ อิฐ…ท่านหยิบวางทีละก้อน
พิจารณา…พร้อมบริกรรมคาถา ปูน…ผสมด้วยน้ำอ้อย ยางไม้ และสิ่งสำคัญที่สุด…
ผงวิเศษ 5 ประการ ที่ท่านลบด้วยจิตตานุภาพ ทำให้เจดีย์องค์นี้ ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่คือวัตถุมงคลขนาดใหญ่
ที่อัดแน่นด้วยพลังจิต
สิ่งที่ทำให้ผู้คนตะลึง คือการที่ท่านสร้างเจดีย์เพียงลำพัง ไม่มีนั่งร้านใหญ่โต
ไม่มีช่างช่วย มีเพียงร่างของพระชรา กับความสงัดของราตรี บางตำนานกล่าวว่า
ท่านทอด “บันไดลิง”
บางตำนานว่า ท่าน “เดินจงกรมกลางอากาศ”
ท่านทำงานในยามค่ำคืน เพื่อรักษาสมาธิ
และไม่รบกวนใคร
เช้าวันหนึ่ง…เจดีย์ก็สูงขึ้นราวกับถูกเนรมิต
ฐานแคบ… แต่สูงชะลูด ทรงเหลี่ยม…
ฝืนหลักวิศวกรรม แต่กลับตั้งตรง มั่นคง
และสมมาตรอย่างน่าอัศจรรย์
สำหรับหลวงปู่แสง การก่ออิฐ ไม่ใช่งานก่อสร้าง แต่คือ การทำกัมมัฏฐาน อิฐทุกก้อน
คือการฝึกสติ ทุกชั้น คือการคุมจิตให้อยู่ในฌาน เจดีย์แห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงอนุสรณ์ทางกายภาพ.แต่คือบทเรียนที่มีชีวิต
บทเรียนเรื่อง…“ความเพียรที่บริสุทธิ์”
และพลังของจิต ที่สามารถชนะ
แม้แต่ขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์
เจดีย์วัดมณีชลขัณฑ์ อาจยืนอยู่เพียงแห่งเดียวในโลกภายนอก แต่เจดีย์ที่หลวงปู่แสง
ต้องการสร้างจริงๆ คือเจดีย์ในใจมนุษย์
เจดีย์แห่งสติ แห่งสมาธิ และแห่งความเพียร
เพราะเจดีย์ภายนอก ใครก็สร้างได้…ถ้ามีเงินและคน แต่เจดีย์ในใจ ต้องสร้างด้วยตนเอง
เพียงลำพัง…
เมื่อเจดีย์แห่งวัดมณีชลขันธ์
สร้างเสร็จสมบูรณ์…ยอดเจดีย์พุ่งตรงสู่ท้องฟ้าดุจสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ…
เหนือกิเลส เหนือความยึดติด เหนือโลกธรรมทั้งปวง
เช้าวันหนึ่ง…หมอกหนาทึบปกคลุมผิวน้ำลพบุรีชาวบ้านที่มาหวังตักบาตร
กลับไม่พบหลวงปู่แสงอยู่ที่กุฏิ…เรือลำเก่าที่ท่านเคยพายทวนน้ำ…หายไปไร้ร่องรอย
เหลือไว้เพียง…เจดีย์สูงตระหง่าน
จากวันนั้น…
ตำนานก็ถือกำเนิดขึ้น…
โปรดติดตามในคลิปเต็ม...
#หลวงปู่แสงวัดมณีชลขันธ์ #พระเกจิอาจารย์ #เรื่องเล่าศรัทธา #ตำนานลึกลับ #พระขลังจริง #เรื่องเล่าคนโบราณ
2 weeks ago | [YT] | 144
View 4 replies
Load more