ยินดีต้อนรับสู่ TwentyTwo Diary ที่ที่เราจะพาคุณไปสำรวจโลกของฟุตบอลในมุมที่คนไม่ค่อยพูดถึง

ที่นี่เราไม่ได้แค่พูดถึงเกมในสนาม
แต่เราชวนคุณมามอง “เกมลูกหนัง” ให้ลึกกว่าผลการแข่งขัน
เราจะพาไปฟังเสียงในใจของนักเตะ ช่วงเวลาที่ต้องเลือกทางชีวิต ความสำเร็จที่ต้องแลกด้วยบางอย่าง…
รวมถึงจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปตลอดกาล

⚽ จิตวิทยาและความกดดัน
💰 เศรษฐกิจ การเงิน และอิทธิพลของตลาดโลก
🌍 วัฒนธรรม รากเหง้า และบริบทของสังคม
📱 เเทคโนโลยีที่กับการพัฒนา
🧠 และเราใช้ฟุตบอลเป็น “กระจก” สะท้อนการ พัฒนาตัวเองของคนธรรมดาอย่างเรา ๆ

ไม่ว่าคุณจะดูบอลมาตั้งแต่เด็ก หรือเพิ่งเริ่มชอบ
ช่องนี้จะพาคุณย้อนดูแมตช์ในตำนาน
ขุดฮีโร่ที่โลกหลงลืม
และปลดล็อกบทเรียนที่ซ่อนอยู่ในเกมลูกหนัง

เพราะ ฟุตบอล ไม่ได้เปลี่ยนแค่เกม — แต่มันเปลี่ยน “คน” ได้จริง ๆ

กดติดตามไว้ แล้วมาค้นหาฟุตบอลในมุมใหม่ ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ไปกับเรา

ติดต่อลงโฆษณา
Email : twentytwo.diary1@gmail.com
Tel : 065-165-6666


TwentyTwo Diary

เกมที่แมนยูของไมเคิล คาริค เสมอกับเวสต์แฮม 1–1 แบบที่เกือบจะแพ้ และทำให้หยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 4 นัด
ถ้าแฟนแมนยูสังเกตุมันจะมีรายละเอียดอยู่จุดนึง
คือทีมที่แมนยูชนะก่อนหน้า ส่วนใหญ่คือทีมที่เล่นเกมรุกมากกว่าเกมรับ
อาร์เซนอลก็ใช่
แมนซิตี้ก็ใช่
ฟูแล่มก็ไม่ได้ตั้งรับอะไรมาก
และสเปอร์ส ทีมที่ช่วงหลังแมนยูมักแพ้ทาง ก็ยังเป็นทีมที่พยายามเล่นเกมรุก


แต่พอมาเจอเวสต์แฮม ทีมจากโซนท้ายตาราง ถึงสถิติการเล่นในบ้านตอนเจอกับแมนยูจะดี
แต่ถ้ามองจากคุณภาพทีมและสถานการณ์ในตารางเวลานี้ ก็เดาได้อยู่ว่าเวสต์แฮมจะเลือกเล่นแบบ Low Block อย่างแน่นอน และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ
ถ้าใครดูเกมแมนยูของคาริคกับแมนยูที่ผ่านามา จะเห็นว่าโครงสร้างของทีม จะเน้นการขึ้นเกมจากมิดฟิลด์ตัวกลางสองคน โดยมีเซนเตอร์แบ็กที่จ่ายบอลดีเข้ามามีร่วมวงด้้วย และเป็นจุดหลักในการถ่ายบอลไปมาเพื่อครองเกมและหาจังหวะ ในแมนยูชุดนี้ก็คือ เมนู คาเซมิโร่ และมาร์ติเนซ


รูปแบบหลักๆคือการจ่ายบอลสั้นในพื้นที่แคบ ๆ เป็นสามเหลี่ยม และจะเคาะกันระหว่างไปมาตรงเซนเตอร์กับกองกลางตัวรับของฝั่งตรงข้าม เพื่อดึงตัวผู้เล่นอีกฝั่งให้เข้ามาไล่บอล และในบางทีปีกก็จะหุบเข้ามาด้านใน ทำหน้าที่เหมือนหมายเลข 10 เพิ่มอีกคนทำให้พื้นที่กลางสนามมีผู้เล่นถึง 4 คน เพื่อที่พวกเขาจะคุมจังหวะในโซนนั้นให้ได้
และแมนยูก็พยายามเล่นแบบนี้ใส่เวสต์แฮมตลอดเกม
ผลคือบอลครองได้ แต่จังหวะจบแถบจะไม่มีเลย บุกไม่เข้า ตัน และสุดท้ายก็เสมออย่างที่แฟนผีเสียใจนิดๆ


แฟนบอลหลายคนที่ดูเต็มเกม บ่นในโซเชี่ยลกันเยอะอยู่ ว่าจะเคาะอะไรหนักหนา ทำไมเจอทีมตั้งรับลึกแล้วพวกพี่ๆถึงไม่โยนเข้าไปลุ้นบ้าง
จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะนี่คือจุดที่คาริคเคยมีปัญหาอย่างจริงจังจะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนก็คงได้ โดยตอนที่เขาคุมมิดเดิลสโบรห์ ทีมที่เขามีปัญหามากที่สุดก็คือทีมที่เล่น Low Block แบบนี้แหละ


คาริคเข้ารับงานที่โบโร่ในช่วงเดือนตุลาคม 2022 ตอนนั้นทีมอยู่อันดับ 21 ของตารางแชมเปียนชิพ ใกล้โซนตกชั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นทีมเล่นระบบกองหลังสามตัวในยุคคริส ไวล์เดอร์ โค็ชคนเก่า ซึ่งก็เหมือนที่เขาเข้ามาต่ออโมริมที่แมนยู
แต่พอคาริคเข้ามา เขาเปลี่ยนทั้งแผน และเปลี่ยนวิธีคิดของนักเตะเดี๋ยวนั้นเลย โดยเน้นการสร้างเกมจากแดนหลัง คุมพื้นที่ตรงกลางสนาม และครองบอลอย่างมีระบบ
โดยใน 17 นัดแรก เขาเก็บได้ถึง 40 คะแนน พาทีมจากโซนท้ายตาราง จากอันดับ 21 ขึ้นมาจบอันดับ 4 มันคือปีที่เขาได้รับคำชมมากที่สุด ถึงแม้สุดท้ายจะแพ้โคเวนทรีในรอบเพลย์ออฟ แต่ชื่อของคาริคก็ถูกพูดถึงในฐานะโค้ชทรงดี


และฤดูกาลถัดมา 2023/24 โบโร่เสียผู้เล่นหลักไปหลายคน ผลงานในลีกตกลงมาอยู่ที่อันดับ 8 แต่เขายังพาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศคาราบาวคัพและได้สัญญาใหม่ 3 ปี
แต่พอถึงฤดูกาล 2024/25มันเริ่มเห็นสัญญาณทางตัน ทีมจบอันดับ 10 พลาดโอกาสเพลย์ออฟเป็นปีที่สองติดต่อกัน ปัญหาหลักคือคู่แข่งเริ่มจับทางระบบเชื่อมโยงตรงกลางของเขาได้
โดยเมื่อเจอทีมที่ถอยลงไปรับลึก ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้เจาะตรงกลาง ทีมของคาริคมักจะตันแบบขั้นสุด ครองบอลเยอะก็จริง แต่จบไม่ได้ แล้วสุดท้ายโดนสวนกลับจนเสียประตู เหมือนจังหวะที่เวสต์แฮมได้ประตูนำ 1-0 จาก ซูเช็ค


และพอพื้นที่ตรงนั้นถูกปิดตาย ทีมก็ขาดทางเลือกอื่น ไม่มีแผนสำรองและไม่มีจังหวะการเล่นอื่นหรือความดุดันในเกมที่พอจะเปลี่ยนรูปเกมได้
ยกตัวอย่างในตอนแชมเปียนชิพ ซันเดอร์แลนด์ถือเป็นคู่แข่งที่คาริคเจอปัญหาหนักที่สุดทีมหนึ่งในปีสุดท้าย คือซันเดอร์แลนด์วางแผนปิดพื้นที่ตรงกลางได้อย่างเด็ดขาด ปล่อยให้โบโร่ครองบอลไปเรื่อย แบบไม่เกิดอันตราย แล้วรอจังหวะสวนกลับเร็วผ่านช่องว่างที่มิดฟิลด์คู่กลางของคาริคทิ้งไว้


อีกทีมก็คือโคเวนทรี ซิตี้ โดยเฉพาะในรอบเพลย์ออฟ และนัดอื่นด้วย ซึ่งโคเวนทรีเป็นทีมที่มีพละกำลังสูงมากๆ เจอกันทีไรเห็นได้ชัดว่าทีมที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกาย และตั้งรับเป็นระบบแบบแน่น ๆ สามารถลดประสิทธิภาพฟุตบอลเชิงเทคนิคของคาริคลงได้แทบทั้งหมด
และมีสถิตินึงที่น่าสนใจก็คือ มิดเดิลสโบรห์เป็นหนึ่งในทีมที่มีค่าความดุดันในการเข้าปะทะต่ำที่สุดในลีก โดยเฉพาะฤดูกาล 2024/25 พอเจอทีมที่เน้นพละกำลัง หรือทีมที่เพรสซิ่งกลางสนามหนัก ๆ จังหวะการขึ้นเกมของโบโร่มักเสียทรงทันที และนำไปสู่ความผิดพลาดตั้งแต่แดนหลัง จนแพ้ไปในที่สุด
ในสุดท้ายของคาริคแฟนบอลโบโร่หลายคนเริ่มหงุดหงิดกับภาพเดิม ๆ เวลาเจอทีมที่เล่น Low Block แล้วทำอะไรไม่ได้


แฟนบอลบอกว่าปรัชญาการต่อบอลของคาริคมัน “สุภาพเกินไป” และไม่มีแผน B ไม่ค่อยมีการโยนบอลยาว ไม่ค่อยใช้เกมร่างกายเข้าไปบดปะทะ
สุดท้ายก็เสียแต้มให้ทีมท้ายตารางอยู่บ่อยครั้ง
และทั้งหมดนี้ คือหนึ่งในเหตุผลที่นำไปสู่การแยกทางกับโบโร่ในเดือนมิถุนายน 2025 และมีการวิเคราะห์จากหลายๆที่ก็คือ


ข้อแรก ความตายตัวทางยุทธวิธี
หลังจบฤดูกาล สโมสรใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนในการประเมินผลงาน ข้อสรุปที่ออกมาคือ คาริคมีความดื้อในการรักษาสไตล์เดิมมากเกินไป แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปตามเป้า แต่การเปลี่ยนตัวมักเป็นแบบตัวต่อตัว ตำแหน่งต่อตำแหน่ง แทนที่จะปรับรูปแบบการเล่นหรือโครงสร้างทีมเพื่อแก้เกม


ข้อสอง ความล้มเหลวในการทำตามเป้าหมายระยะยาว
สิ่งที่บอร์ดผิดหวังคือ ทีมที่มีงบประมาณน้อยกว่าอย่างซันเดอร์แลนด์ กลับจบอันดับเหนือกว่าโบโร่ได้ ทั้งที่ทรัพยากรของโบโร่ไม่ได้ด้อยกว่า สโมสรจึงมองว่าคาริคไม่สามารถดึงศักยภาพทีมออกมาได้ต่อเนื่อง หลังจากความตื่นเต้นในปีแรกหมดไป


ข้อสาม สไตล์ที่คาดเดาง่าย และฟุตบอลที่สุภาพเกินไป
หลายทีมในแชมเปียนชิพเริ่มบอกว่าโบโร่เป็นทีมที่ “เล่นด้วยง่าย” เพราะรูปแบบชัดเจนและไม่ค่อยเปลี่ยน ซึ่งเมื่อคาริคไม่ยอมใช้ฟุตบอลที่ดุดันขึ้นในบางสถานการณ์ ทีมก็มักแพ้ในเกมที่ต้องใช้ความเขี้ยวและความแข็งแกร่ง


ข้อสี่ ปัญหาเรื่องการเสียคีย์แมน
คาริคได้รับคำชมเรื่องการพัฒนานักเตะหลายคน อย่างเฮย์เดน แฮกนี่ย์ และมอร์แกน โรเจอร์ส แต่พอผู้เล่นเหล่านี้ถูกขายออกไป เขากลับไม่สามารถทำให้ระบบ “อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวบุคคล” ได้
และเมื่อขาดผู้เล่นที่เป็นตัวความหวังระบบที่เคยดูคม ก็เริ่มขาดความอันตรายทันที
ซึ่งเกมเจอเวสต์แฮมข้อนี้ชัดเลย เพราะเกมนี้บรูโน่ฟอร์มหาย ความอันตรายก็หายตามไปด้วย และเกมของแมนยูก็เริ่มตันแบบที่เห็นกัน


ถ้ามองจากเกมกับเวสต์แฮม เกมเดียวหรือเกมที่เล่นดีทั้งหมดก่อนหน้านั้น มันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไร
จะบอกว่าคาริคเหมาะหรือไม่เหมาะกับแมนยู
จะบอกว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง มันยังเป็นคำตอบที่ไม่มีใครรู้
แต่ 4 นัดที่ชนะรวดก่อนหน้า มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า แนวทางของเขามันพอมีของอยู่ และทีมดูมีโครงสร้าง มีแบบแผนและมีจังหวะการเล่นที่ชัดเจนขึ้น
แต่เกมกับเวสแฮมก็เตือนให้เห็นอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน ด้านที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่โบโร่ด้านที่ระบบมันดูโอเคเวลามีที่พื้นที่ แต่พอพื้นที่ถูกปิด ทุกอย่างเริ่มช็อต และความอันตรายก็หายไป
ถ้าคาริคอยากไปให้ไกลกว่านี้ และไม่ใช่แค่เป็นตัวแก้เกมระยะสั้น แต่เป็นโค้ชระดับท็อปในระยะยาวให้ได้



เขาต้องแก้ปัญหาจุดเดิมให้ได้ คือการรับมือกับทีมที่ไม่ยอมเล่นตามเกมของเขา ทีมที่ตั้งรับลึก ทีมที่เล่นหนัก ทีมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้เล่นบอลง่ายๆ
ถ้าเขาหาทางออกตรงนี้เจอ ระบบของเขาจะไปได้ไกลกว่านี้มาก
แต่ถ้ายังติดอยู่กับปัญหาเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นกับโบโร่
ก็อาจจะย้อนกลับมาเกิดกับแมนยูอีกครั้งเหมือนกัน.
และผมคิดว่า ทีมที่เป็นรองที่ต้องเจอกับแมนยูในนัดต่อๆไป ก็คงเอายัดวิธีการของเวสต์แฮมใส่เมมโมรี่ไปเป็นที่เรียบร้อย

#twentytwodiary #22diary

1 week ago | [YT] | 575

TwentyTwo Diary

ถ้าเป็นเรา…จะทำไงดีว่ะ?
.
หลังจากที่มันเกิดไปแล้ว
แก้อะไรไม่ได้แล้ว
เห็นกันทั้งโลกแล้ว
ชาวเน็ตตัดสินไปแล้ว
.
นี่ไม่ใช่คำถามของนักเตะ
แต่มันคือคำถามของ “มนุษย์” ทุกคนในยุคนี้
และเรื่องของ บราฮิม ดิอาซ
มันดันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนวิธีรับมือกับความผิดพลาดพอดี
.
โลกหลังจากนี้กำลังเลิก “หนีความจริง”
.
ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เทรนด์หลักของโลกคืออะไร?
คิดบวกเข้าไว้
Move on เร็ว ๆ
Toxic positivity
ถ้าเจ็บ… ก็ยิ้ม
ถ้าพัง… ก็ทำเหมือนไม่เป็นไร
โลกสอนเราว่า
“อย่าอินมาก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
.
แต่ช่วงหลังๆ เทรนด์นี้เริ่มหมดพลังลง
และต่อไป… มันเปลี่ยนไปอีกแบบ
.
ผู้คนเริ่ม เลิกหนีความจริง
แล้วหันมา เผชิญหน้ากับมันตรง ๆ
เราจะเห็นคนแชร์
– นัดพัง
– งานพัง
– ชีวิตที่วุ่นวาย
– ความผิดพลาดที่มันน่าอาย
.
แล้วไม่ต้องแอ็ค
ไม่ต้องเก็กเท่
แค่ “มันจริง” แล้วช่างหัวมันและก็หัวเราะไปกับมัน
.
เพราะโลกเริ่มเข้าใจแล้วว่า
การยอมรับความจริง
แม่งแข็งแรงกว่าการแกล้งทำเป็นโอเคเยอะเลย
และนี่แหละ คือบริบทของสิ่งที่บราฮิม ดิอาซต้องเจอ
***จะไม่เขียนถึง สิ่งที่เกิดไปแล้วนะ ทำไรไม่ได้ ได้แค่จดจำไปเป็นบนเรียน***
.
.
.
1.ถ้าเราเป็น บราฮิม ดิอาซ
ต้องพูดกันตรง ๆ ก่อน
การพลาดปาเนนก้าในนัดชิง
มันไม่ใช่แค่ “พลาด”
แต่มันคือ “ความอับอาย” ที่สุดจะทน ต่อหน้าสาธารณะ
.
และเรื่องแบบนี้ ก็ไม่มีทางที่อินเทอร์เน็ตมันจะลืม
คลิปนั้นมันจะวนอยู่ใน TikTok, Reels, X ไปอีกนานแสนนาน...
อาจจะมากกว่าคำว่ายันลูกบวช
แต่คำถามคือ…ถ้าเป็นเรา
เราจะอยู่กับมันยังไงว่ะ?
.
ซึ่งแน่นอน ชีวิตเรามันก็ต้องเคยเจอเรื่องแบบนี้กันทุกคน
ผมนี่เจอประจำ (ตอนนี้ช่างหัวแม่งละ…)
ทางรอดเรื่องนี้ไม่ใช่การหนี
แต่คือ “ยืนรับมันให้ได้”
.
ถ้าผมเป็นดิอาซ สิ่งแรกที่ต้องทำ
ไม่ใช่การหายไปเงียบ ๆ แบบว่าเราคือเหยื่อ
.
แต่ต้องพูดกับชาวโลกตรง ๆ ว่า
.
“เออ ใช่ กูพลาดเอง กูประมาทเอง และกูรับผิดชอบมันเองโว้ย”
.
ในยุคนี้
คนไม่ได้ต้องการนักกีฬาที่สมบูรณ์แบบ (แต่บางอาชีพต้องการนะ…พลาดไม่ได้)
แต่ต้องการมนุษย์ที่ รับผิดชอบในความพังของตัวเอง
อย่าทำเป็นโกหกว่ากูก็เป็นผู้ถูกกระทำ
อย่าหาเหตุผล
อย่าบอกว่า “กดดัน”
ต้องพูดสั้น ๆ
ต้องพูดจริง
เพราะวินาทีนั้น
ดิอาซจะเปลี่ยนสถานะจาก
“ตัวตลกของชาวโลก”
เป็น “คนที่พลาด… แต่ไม่หนี”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการกลับมายืน
.
แล้วถ้าทีมชาติ… หรือองค์กร “ตัดออก” ล่ะ?
ความจริงที่ต้องยอมรับก่อนคือ
ทีมชาติไม่ใช่ครอบครัว
องค์กรไม่รอใครเยียวยาใจ
เขาเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด สำหรับเขา
ไม่ใช่ยุติธรรมที่สุดสำหรับเรา
.
และถ้าเป็นดิอาซ สิ่งที่แย่ที่สุดไม่ใช่การถูกตัด
แต่คือการพยายามอธิบายตัวเองให้คนที่ไม่อยากรอฟัง
.
ทางรอดมีไม่กี่ทางหรอก
และ สิ่งที่ต้องโฟกัสคือสิ่งที่คุมได้ คือ
– ซ้อม
– ดูแลร่างกาย
– ให้เวลาเพื่อนร่วมทีมกับสิ่งที่เกิด
– ปิดโซเชียลบ้าง ไม่ใช่เพื่อหนีหาย
แต่เพื่อตัดเสียงรบกวนแป็ปนึง
บางทีเราอาจะต้อง เงียบ แล้วกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงานแบบฉลาดที่สายตัวแทบขาด
.
และ ถ้าวันหนึ่งเขากลับมายิงประตูสำคัญได้อีก
องค์กรที่เคยตัดเขาออก
จะเป็นฝ่าย “จำได้เอง” ว่าเคยพลาดอะไรไป
แต่ ถ้าไม่เรียกกลับมา… ก็ไม่เป็นไร
เพราะบางครั้ง
การถูกตัดออก
ไม่ใช่สัญญาณว่าคุณไม่ดีพอ
แต่มันคือสัญญาณว่า
คุณต้องยอบรับ และปล่อยมัน
และอาจจะถึงเวลาต้องสร้างเส้นทางของตัวเองแล้ว
.
เพราะอดีตแก้ไม่ได้
แต่ปฏิกิริยาหลังจากนี้… เลือกได้
และถ้าเขากลับมายิงประตูสำคัญในอนาคต
โลกจะไม่ได้ลืมปาเนนก้านั้น
แต่จะจดจำถึง “การกลับมาของเขา” แทน
.
.
.
2) ถ้าเราเป็นคนในทีมกับดิอาซ
พูดกันตรง ๆ
โกรธ 1000%
ไม่มีใครต้องทำเป็นใจเย็นหรอก
เพราะนี่คือเกมระดับชีวิต
และเขา “เล่นกับของซีเรียส”
.
แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับทีม
ไม่ใช่ความโกรธ
คือ การรุมประจานคนของตัวเอง
ถ้าทีมเลือกจะกระทืบซ้ำ
ผลลัพธ์ระยะยาวคืออะไร?
ต่อไปจะไม่มีใครกล้าเสี่ยง
ไม่มีใครกล้ารับผิดชอบ
ทุกคนจะเลือกทางปลอดภัย
เพราะกลัวพลาดแล้วโดนแขวน
.
ทีมแบบนั้น… ไม่มีวันชนะอะไรใหญ่ ๆ ได้
บทบาทของผู้นำในทีมจึงสำคัญมาก
– ต่อหน้าสื่อ: ต้องปกป้อง
– หลังบ้าน: คุยกันตรง ๆ แบบที่ว่าพวกเราจะเดินไปข้างหน้ากันต่อโว้ย..
.
เดินไปบอกเขาเลยว่า
“สึส…กูแม่งโกรธมึงชิบหายเลยว่ะ
ที่มึงประมาท
แต่กูรู้ว่ามึงเจ็บกว่ากู
ลุกขึ้นมา
แล้วมึงกับกูไปเอาคืนด้วยกันในสนามรอบหน้าดีกว่า เพื่อน...”
ประโยคแบบนี้
มันไม่สวย ดูโม้นิดๆด้วย
แต่มันจริงที่สุด
และมันรักษาทีมได้
เพราะทีมที่แข็งแรง
ไม่ใช่ทีมที่ไม่เคยพลาด
แต่คือทีมที่ ไม่ทิ้งกันในวันที่พลาด.
.
.
.
---บทสรุป---
เรื่องของบราฮิม ดิอาซ
มันไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล
แต่มันสะท้อนเทรนด์ของโลกทั้งใบ
ที่กำลังเลิก “หนีความจริง”
แล้วหันมา “เผชิญหน้ากับมัน”
โลกไม่ต้องการภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบอีกแล้ว
แต่ต้องการความจริง
ความรับผิดชอบ
และความกล้าที่จะยืนอยู่กับความผิดพลาดของตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว
สิ่งที่กำหนดชีวิตเรา
ไม่ใช่ว่าเราพลาดไหม
แต่มันคือ
หลังจากพลาดแล้ว… เราเลือกจะเป็นคนแบบไหน
และนั่นแหละ
คือเกมที่ยากกว่าการยิงปาเนนก้าในนัดชิงแล้วพลาดเยอะเลย...

.
และนี้คือ TwentytwoDiary
ช่องที่ไม่ได้เล่าแค่เรื่องฟุตบอล
แต่ฟุตบอลมันเปลี่ยนชีวิตได้จริง...

4 weeks ago | [YT] | 1,556

TwentyTwo Diary

ผมทำ playlist ของแต่ละทีมไว้ เผื่อใครอยากดูเฉพาะทีมรักตัวเองครับ

หลังจากนี้จะเห็นละว่าทีมไหนลูกรัก😊😊

2 months ago (edited) | [YT] | 1,623

TwentyTwo Diary

เกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแพ้เอฟเวอร์ตันคาบ้าน 0-1 มันไม่ได้มีกลิ่นอายของ “ผู้ชนะที่เหนือกว่า” เท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้รู้สึกว่า…นี่อาจเป็นหนึ่งในฟอร์มที่แย่ที่สุดของแมนยูฤดูกาลนี้ในลีก
.
ก่อนเกมยังมีมุกขำๆเรื่องกรรมการ โทนี่ แฮร์ริงตัน คนเดิมที่เคยตัดสินเกมที่แมนยูโดนกริมสบี ทาวน์เขี่ยตกรอบลีกคัพรอบ 2แต่ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร แค่แซวก่อนเตะ..
.
ยิ่งไปกว่านั้น สถิติก็มีไว้ทำลายตามตำราของแมนยูยุคนี้ เพราะเอฟเวอร์ตันชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดได้แค่ 1 ครั้งจาก 32 นัดหลังสุด ตั้งแต่ปี 2013
.
แถมโปรแกรมพรีเมียร์ลีกหลังจากนี้ของแมนยูก็ถูกแชร์กันเต็มเฟสไปหมด ว่าดูชิลสุดกว่าหลายๆทีม จนแฟนบอลบางคนกดคำนวนคะแนนกันไปแล้ว...
.
เกมนี้แมนยู ตัวหลักเจ็บเยอะก็จริงอยู่ แต่หลายาๆคนก็ยังคิดเหมือนกันว่า เกมนี้น่าจะพอไหวน่า...
.
แต่พอเริ่มเกมจริง ๆ เอฟเวอร์ตันกลับดูดีกว่าเยอะ พยายามกว่า ก่อนเกมจะหักมุมตอนนาที 13 เมื่อกาน่า เกย์ ไปทะเลาะจนไปตบหน้าเพื่อนร่วมทีม ไมเคิล คีน จนโดนใบแดงแบบไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งทำให้นึกถึงตอนลี โบว์เยอร์ ทะเลาะกับคีรอน ดายเออร์ ที่นิวคาสเซิ่ล แต่ก็ไม่ได้หนักเท่าแบบนั้น อันนั้นจะต่อยกันเลย และสุดท้ายก็เป็นตามกฎ
.
ตอนนั้นผมนั่งดูอยู่ยังคิดว่า… “แมนยูชิลละ”
.
แต่เปล่า เพราะแค่ 16 นาทีหลังจากนั้น ยูไนเต็ดคือฝ่ายโดนก่อน
เอฟเวอร์ตันต่อบอลกันสวย แจ็ค กรีลิชพักบอล, เจมส์ การ์เนอร์แทงต่อ, ดิวสบิวรี-ฮอลล์ พาเจาะเข้าพื้นที่ และกดเปรี้ยงเข้าไป
.
บรูโน่ กับ เลนี่ โยโร่ประเมินพื้นที่ช้าไปหน่อย แถมหมุนตัวสกัดผิดเหลี่ยมจนกลายเป็นตั้งบอลให้ ดิวสบิวรี-ฮอลล์ยิง ซึ่งเอาจริงๆยิงดีแต่ไม่ได้ดีมากและเหมือนจะแฉลบนิดนึง แต่มันก็ดีพอที่เซนเน่ ลัมเมนส์ โกล์หน้าใหม่ขวัญใจเด็กผี จะเซฟไม่ได้
สกอร์ เป็น 1-0 แบบที่แฟนผีรู้เลยว่า งานเข้าแล้วกรู...
เพราะแมนยูยุคนี้…เจอคู่แข่งที่เหลือ 10 คนแล้วโดนเขายิงนำก่อน ก็แทบจะไม่เคยพลิกมาชนะได้เลย
.
หลังโดนนำ แมนยูก็ “เหมือนจะ” พยายามบุกนะ…ย้ำว่าเหมือนจะ เพราะจังหวะและทัศนคติยังชิลคิดว่ายังไงก็น่าจะแซงได้เหมือน"อวดดีในใจ"
ซึ่งโอกาสดีที่สุดในครึ่งแรกคือจังหวะที่ดอร์กูได้ซัดด้วยซ้ายเท้าถนัด แต่บอลก็ยังไม่ใกล้กรอบเท่าไหร่ นอกนั้นแทบไม่มีจังหวะไหนให้แฟนผีได้หวังอะไรจริงๆ
.
จบครึ่งแรก แมนยูครองบอลมากกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย เพราะคู่แข่งเหลือ 10 คน ถ้าครองบอลน้อยกว่านั่นแหละถึงจะน่ากังวลกว่า
.
เริ่มครึ่งหลัง ยัง...ยัง....ยังเล่นกองหลัง 3 อยู่เช่นเดิม ซึ่งตรงนี้ขี้เกียจบอกละ เรื่องเดิมๆ...
นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝั่งตรงข้ามเหลือคนน้อยกว่าแล้วแมนยูต้องการประตูแต่ก็ยังไม่ปรับ เอาตรงๆตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
.
แมนยูครองพื้นที่แทบทั้งหมด แต่กลายเป็นบุกแบบทื่อ ๆ เหมือนเดิม กองกลางคู่คาเซมิโร–บรูนู ก็สร้างเกมไม่ได้ ไม่มีใคร “ลุกมาเป็นผู้นำเกม” ทั้งที่สถานการณ์ได้เปรียบ
ทุกคนเหมือนโดนลากความมั่นใจหายไปพร้อมกันเหมือนโรคระบาด
.
แมนยูมีโอกาส 2–3 ครั้งจากเซีร์กเซ่, บรูโน่ และจังหวะท้ายเกม
ของเดอ ลิกต์ที่เกือบเป็นพระเอกอีกครั้ง แต่ยิงได้ผิดหวัง ทุกอย่างมันลนลานไปหมด
.
ในเกมนี้เซีร์กเซ่ได้โอกาสลงสนามและได้โหม่งหลายครั้งแต่ยังไม่คมพอ และไม่ใช่สไตล์ที่จะเปลี่ยนเกมได้
.
ส่วนการเปลี่ยนตัวก็ไม่ได้มีใครสภาพพร้อมจะพลิกเกมจริง ๆ
.
อีกมุมนึงต้องชมเดวิด มอยส์ ที่วางแผนเยี่ยม ยังเก็บตัวสร้างสรรค์เกมไว้ในสนาม ไม่ถอยไปรับแช่หน้าประตู แต่บีบกลางให้แคบ บังคับให้แมนยูต้องครอส ซึ่งพอแมนยูไปเล่นตามแผนคู่ต่อสู้มันก็จบเห่เลย
คือบุกไม่เข้าก็ครอสอยู่นั้นแหละ คนเป็นโค้ชก็ไม่บอกนักเตะอะว่าพอแล้ว ไปทำอย่างอื่นเถอะ...โยนไม่แม่นแล้วยังขยันโยนอีก
คือมีใครไม่รู้ใครบอกหรอว่า Tarkowski, Keane ตัวสูงและโหม่งเก่งซึ่งสกัดแถบทุกลูกได้
ส่วน พิกฟอร์ด ก็เซฟช็อตสำคัญเหมือนกลัวไม่ติดทีมชาติ
.
สถิติครึ่งหลังของแมนยู
• ครองบอล 76%
• ยิง 17 ครั้ง
• เข้ากรอบ 4
• xG 1.24
• Big Chances 3
แต่ผลลัพธ์คือศูนย์
คือเอาตรง ๆ นี่คือเกมที่ “ควรชนะง่ายที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล” แต่แมนยูกลับเล่นเหมือนไม่รู้จะทำอะไรกับบอลดี
.
และปัญหาที่เห็นวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย:
• แมนยูรับมือ Low Block ไม่เป็นมานานเป็นสิบปี
• แมนยูไม่เคยใช้ความได้เปรียบตัวผู้เล่นให้เกิดประโยชน์
• แมนยูไม่กล้าปรับระบบ ยังยึดหลัง 3 เกินความจำเป็น
• แมนยูขาดมิดฟิลด์สร้างเกมธรรมชาติ
• แมนยูไม่มีแพตเทิร์นเกมรุก
• แมนยูขาดผู้นำที่ควบคุมจังหวะเกม
• แมนยูไม่มีการเจาะระหว่างไลน์ ไม่มีคนวิ่งไลน์หลัง
• แมนยูมีฟูลแบ็กที่เติมเกมช้า ลงท้ายด้วยตัดเข้าในแล้วก็ครอสที่ไร้คุณภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า
• แมนยูไม่มีแผนสำรองในการรับมือเวลาสถานการณ์ไม่ปกติ
• แมนยูไม่มีตัวผู้เล่นที่ทดแทนกันได้เวลาตัวหลักเจ็บหรือโชว์ฟอร์มไม่ออก
• แมนยูหลังได้พักเบรกทีไรกลับมาฟอร์มจะดรอปแบบเหมือน “ไม่อยากแข่ง”
.
หลังเกมนี้เรื่องไล่อโมริมก็คงกลับมาแต่ในมุมผมคิดว่าอย่าเพิ่งไล่ออก
เพราะไล่ไปก็วนลูปเดิม สโมสรต้อง ล้างไพ่ทั้งระบบ
จากบนลงล่าง ไม่งั้นแพ้แบบนี้อีกแน่นอน
.
เกมนี้เล่นในบ้าน บรรยากาศดี แฟนเชียร์เต็มเสียง แต่ทำได้แค่นี้ซึ่งไม่มีมคุณภาพอย่างรุนแรง
.
นี่อาจเป็นหนึ่งในฟอร์มที่น่าขายหน้าที่สุดของสโมสรในรอบ 10 ปี
.
ใน 5 นัดก่อนหน้าเล่นดีจนแฟนเริ่มหวัง แต่เกมนี้ดึงกระชากทุกอย่างกลับมาตบหน้าแรงว่า...ยังๆๆๆๆ
.
และเตือนสติกลับสู่ความจริงว่า
ทีมนี้ยังไม่มี DNA ของความสม่ำเสมอเลย
.
นี่ไม่ใช่การแพ้เพราะโดนบุกเยอะกว่า
นี่คือการแพ้เพราะ “ไม่กล้าบุก ไม่กล้าปรับ และไม่กล้าชน”
.
และอย่าลืมว่าอีกไม่นานทีมต้องเสียผู้เล่นไป AFCON เพิ่มอีก ซึ่งก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สุดท้ายคงฝากแฟนผีไว้คำเดียว…
“ชินไว้เถอะ…นี่แหละแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคนี้”

#twentytwodiary #twtd #22diary

2 months ago | [YT] | 593

TwentyTwo Diary

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โค้ชที่สอนคู่แข่ง และศิลปะแห่งฟุตบอลที่ไร้พรมแดน
ในค่ำคืนแห่งศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านถล่มโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ไป 4-1
แต่สิ่งที่โลกฟุตบอลพูดถึงหลังเกมกลับไม่ใช่จำนวนประตู
หากเป็นภาพที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เดินตรงเข้าไปหานักเตะทีมคู่แข่ง
ไม่ใช่เพื่อปลอบใจ หรือยั่วยุ แต่เพื่อ สอน และ แนะนำ
.
ผู้โชคดีในครั้งนี้คือ ปาสกาล กรอสส์ มิดฟิลด์ของดอร์ทมุนด์ ที่เป๊ปยืนพูดคุยด้วยอย่างจริงจังหลังเกมจบลง ภาพนั้นถูกแชร์ไปทั่วโลก พร้อมคอมเมนต์ที่ว่า
“นี่แหละ หนึ่งในกุนซือที่ดีที่สุดในโลก
ไม่ใช่เพราะแค่ถ้วยรางวัล แต่เพราะหัวใจของความเป็นครูของเขา”
.
■ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป๊ปทำแบบนี้
.
ก่อนหน้านี้ เขาเคยถูกจับภาพขณะให้คำแนะนำกับ บรูโน่ แฟร์นันเดส และลิซานโดร มาร์ติเนซ
สองนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่แข่ง หลังเกมดาร์บี้แมตช์
.
รวมถึง อดาม่า ตราโอเร่ ปีกกล้ามโตของวูล์ฟส์ ที่เป๊ปพูดคุยด้วยหลังเกมในปี 2024
หลังตราโอเร่พลาดโอกาสจบสกอร์หลายครั้ง เป๊ปเข้าไปบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า
“นายมีทุกอย่างแล้ว เหลือแค่จังหวะสุดท้ายเท่านั้น”
.
และย้อนกลับไปไกลถึงปี 2017 เป๊ปยังเคยเป็นข่าวดังจากการตำหนิ เด็กเก็บบอล
ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เพราะเด็กคนนั้นส่งบอลช้าเกินไปในเกมที่ซิตี้กำลังไล่บี้ คริสตัล พาเลซ
และสิ่งนั้นแสดงให้เห็นว่า เขามองฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมการแข่งขัน
แต่คือ “รายละเอียดในทุกจังหวะของชีวิต”
.
■โค้ชที่มองเห็นคน ก่อนเห็นทีม
สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือการมองฟุตบอลในมุมของ การพัฒนา
ไม่ว่าคุณจะอยู่ทีมไหน สีเสื้ออะไร เขาเห็นเพียงอย่างเดียวคือ
ศักยภาพของมนุษย์ ที่สามารถเติบโตได้อีก
เขาเคยพูดไว้ว่า
“The day I stop learning will be the day I leave football.”
(ผมเรียนรู้อยู่เสมอ วันที่ผมหยุดเรียนรู้ คือวันที่ผมจะเลิกฟุตบอล)
นั่นคือแก่นของชีวิตเขา
ฟุตบอลสำหรับเป๊ปไม่ใช่แค่เกม 90 นาทีหรือคะแนนในตาราง
แต่มันคือ การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด
การเรียนรู้จากทุกจังหวะ ทุกข้อผิดพลาด และทุกคน
รวมถึง คู่แข่ง ด้วย
.
■ รายละเอียดคือเครื่องมือแห่งการพัฒนา
.
สื่ออังกฤษอย่าง The Guardian เคยบอกว่า
เป๊ปคือคนที่ให้ความสำคัญกับ รายละเอียด มากที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอล
.
เขาดูวิดีโอ วิเคราะห์คู่แข่งทีละจังหวะ
และพูดคุยกับนักเตะแบบตัวต่อตัว ทั้งเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด
และเพื่อให้พวกเขาเข้าใจ ทำไม
.
เพราะสำหรับเป๊ป การพัฒนาไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราทำได้ดี
แต่มาจาก รายละเอียดเล็กๆ ที่เรายังทำมันไม่สมบูรณ์
.
และเมื่อเขาเห็นคู่แข่งที่มีแวว เขาก็ไม่ลังเลที่จะให้คำแนะนำเช่นกัน
เพราะในสายตาของเขา
การพัฒนา อยู่เหนือชัยชนะเสมอ
.
เมื่อโค้ชระดับโลกเข้าไปพูดกับนักเตะฝ่ายตรงข้าม
สิ่งที่เขากำลังส่งต่อไม่ใช่แค่คำแนะนำทางเทคนิค
แต่มันคือ การยอมรับ
.
เขากำลังบอกว่า ฉันเห็นนาย
และ ฉันเชื่อว่านายสามารถดีขึ้นได้กว่านี้
.
สำหรับผู้เล่นคนนั้น มันคือแรงบันดาลใจที่ทรงพลัง
เพราะเขารู้ว่า ความพยายาม ถูกมองเห็น
แม้โดยคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
.
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็น จิตวิทยา อย่างแยบยล
เพราะการถูกเป๊ปพูดถึง อาจทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่า
.
เขามองฉันออกหมดแล้ว ฉันต้องระวังให้มากกว่านี้
นั่นคือแรงกดดันเชิงบวกที่ทำให้เกมฟุตบอลยังคงหมุนไปด้วยพลังทางจิตใจ
…………..…………………………………………
เพราะฟุตบอลไม่เคยหยุด
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนทีมไหน
ภาพของเป๊ปที่ยืนแนะนำกับนักเตะคู่แข่งหลังเกม
คือภาพที่สวยงามที่ทำให้เราเห็นว่า
ฟุตบอลคือการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด
และความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ในถ้วยรางวัล
แต่อยู่ในหัวใจของคนที่ไม่หยุดสอน
แม้จะไม่มีใครขอให้สอนก็ตาม

#twentytwodiary

3 months ago | [YT] | 1,391

TwentyTwo Diary

ผ่านไปเกือบ 10 นัดในพรีเมียร์ลีกซีซั่น2025/26
.
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้อยู่ในอันดับที่ 6 ของตาราง ห่างจากท็อปโฟร์แค่แต้มเดียว
.
หลายคนก็ไม่คิดว่าแมนยูจะกลับมาได้ไวขนาดนี้ด้วยการออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
และหลังจากทีมเคยตกไปถึงอันดับ 15 เมื่อฤดูกาลก่อน
.
รูเบน อาโมริม คือคนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เขาเคยถูกตั้งคำถามอย่างหนักกับระบบ 3-4-3 ที่หลายคนมองว่า ดื้อ และ ไม่เวิร์ก หลังแพ้ถึง 3 จาก 6 นัดแรกในซีซันนี้ และเขาตอบกลับว่า

“เวลาชนะ ไม่มีใครบอกว่าเป็นเพราะระบบ แต่พอแพ้ ทุกคนโทษระบบก่อนเลย”

3เกมต่อมา ยูไนเต็ดชนะรวด และเสียงวิจารณ์ก็เงียบลงทันที
.
ถึงเขาจะยังคงใช้ระบบเดิมไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สไตล์การเล่น
และมันไม่ได้เกิดขึ้นกับยูไนเต็ดทีมเดียว แต่มันคือเทรนด์ใหม่ที่กำลังฮิตทั้งพรีเมียร์ลีก
.
■เทรนด์ใหม่ที่กำลังเปลี่ยนอังกฤษ (และทำให้เป๊ปต้องบ่น)
.

หลายปีที่ผ่านมา ฟุตบอลสมัยใหม่หมุนรอบแนวคิด “บิลด์อัพจากแนวหลัง”
หรือการต่อบอลสั้นตั้งแต่ผู้รักษาประตู และ ต้องเป็นผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเก่ง
.
แนวทางนี้กลายเป็นมาตรฐานเพราะอิทธิพลของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ทำให้ทุกทีมอยากเล่นฟุตบอลที่สวยงามและคอนโทรลเกมได้
.
แต่ฤดูกาลนี้… สายลมกำลังเปลี่ยนทิศ
กลายเป็นยุคที่หลายทีมเลือก ข้ามมันไปเลย เพราะการบิลด์อัพจากแนวหลังกลายเป็นสิ่งที่ เสี่ยงเกินจำเป็น
ฟุตบอลกำลังกลับสู่ความ ดิบและเน้นความเร็ว ความแข็งแรง และการปะทะหนักหน่วงมากกว่าเดิม
.
ถึงขนาดที่เป๊ปเองยังออกมาบ่นว่า ตอนนี้ทุกทีมเล่นเหมือนสโต๊ค
.
และหนึ่งในทีมที่เป็นตัวแทนของกระแสนี้ได้ชัดที่สุด ก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของรูเบน อาโมริม
.
■จุดเริ่มต้นจาก ผู้รักษาประตู
.
การเปลี่ยนแปลงแรกเริ่มจากผู้รักษาประตู เซนเน่ ลัมเมนส์
เขาไม่ใช่โกลที่ต่อบอลสั้นจากหน้าประตูเหมือนเดิม แต่เป็น ตัวเปิดเกมยาว ที่ใช้เท้าสาดบอลลึกแทบทุกจังหวะ
.
เกมกับซันเดอร์แลนด์ ลัมเมนส์ วางบอลยาวถึง 37 ครั้ง
ส่วนในเกมแดงเดือดที่แอนฟิลด์ ตัวเลขกระโดดไปถึง 45 ครั้ง มากกว่าทั้งทีมลิเวอร์พูลรวมกันอีก
.
แมนยูตอนนี้คือทีมที่วางบอลยาวจากผู้รักษาประตูมากที่สุดในลีก เฉลี่ย 23.2 ครั้งต่อเกม
เพิ่มขึ้นถึง 76% จากปีก่อน และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่คำสั่งที่ อยากลดความเสี่ยง แต่คือ แท็กติกหลัก ของทีมไปแล้ว
.
อาโมริมเคยสั่งให้โอนาน่าเล่นยาวเฉพาะตอนจำเป็น แต่สำหรับลัมเมนส์ มันคือสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งที่เห็นโอกาส
.
■เมื่อบอลข้ามผ่านแดนกลาง ระบบทั้งทีมก็เปลี่ยน
.
พอผู้รักษาประตูเลือกวางบอลข้ามแดนกลาง เกมของยูไนเต็ดก็เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ
.
จากที่เคยพยายามทำตามเทรนด์ บิ้วอัพตั้งแต่โกล
โดยการปล่อย เดเคอา ที่ใช้เท้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาเป็น โอนาน่า
โดยหวังจะต่อบอลกันขึ้นมาตั้งแต่แดนหลังตามกระแสตอนนั้น
กลายเป็นทีมที่เล่น ไดเร็กต์ เต็มรูปแบบ
.
สถิติตอนนี้ของแมนยู

บอลยาวมากที่สุดอันดับ 3 ของลีก
ความเร็วในการเข้าทำ ขึ้นมาติดท็อป 8 ของพรีเมียร์ลีก
จำนวนจ่ายบอลต่อหนึ่งจังหวะการครองบอล ลดลงชัดเจน
.
สไตล์ใหม่นี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อมี ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ที่สปีดสูง คอยวิ่งฉีกแนวรับทางขวา
ทีมเลยอาศัยจุดนี้วางบอลยาว สวิทช์ ไปหาเขาบ่อยๆ
.
แต่ถึงตอนนี้แมนยูจะมีกองหน้าร่างยักษ์อย่าง เซสโก้ อยู่ในทีม
แต่พวกเขาไม่ได้โยนมั่ว การครอสยังเท่าเดิมแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แมนยูตอนนี้คือทีมที่ ครอสเข้าพื้นที่อันตรายสำเร็จ มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก
.
■ ฟุตบอลที่เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเสี่ยงน้อยลง
.
สิ่งที่แมนยูได้จากการเปลี่ยนมาเล่นบอลไดเร็กต์ คือการ ลดความเสี่ยงในแดนตัวเอง

ฤดูกาลก่อน พวกเขาเสียบอลในแดนตัวเองเฉลี่ยถึง 5.4 ครั้งต่อเกม มากที่สุดในลีก

แต่ปีนี้ ตัวเลขเหลือแค่ 2.4 ครั้งต่อเกม ลดลงมาเกือบครึ่ง
.
นอกจากนี้ยัง สัมผัสบอลในแดนตัวเอง น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2
รองแค่ อาร์เซน่อลทีมเดียว

แต่การเล่นสไตล์นี้ก็แลกมาด้วยการครองบอลที่ลดลงเล็กน้อย จาก 54% เหลือ 50% แต่ได้เกมที่มีโอกาศจบได้เร็วกว่าและมีพื้นที่เล่นมากกว่า
.
■รายละเอียดเล็กๆ ที่ไม่เล็ก: ลูกเตะมุมก็เปลี่ยน
.
แม้แต่ลูกตั้งเตะก็เปลี่ยนรูปแบบใหม่
ก่อนหน้านี้ แมนยู จะใช้ บรูโน่ และ อีริคเซ่น เป็นคนเปิดมุมหลัก “Outswing” จะเปิดบอลโค้งออกจากประตู เกือบทั้งหมด
.
แต่พอมี เอ็มเบอโม่ เข้ามาที่ถนัดซ้าย ทีมมีตัวเลือกมากขึ้น และอาโมริมเลือกเปลี่ยนแนวทาง
ตอนนี้แมนยูแทบไม่เปิดลูก Outswing อีกเลย แต่หันมาใช้ Inswing บอลโค้งเข้าหาประตูแทน
.
ผลลัพธ์คือทำได้แล้ว 3 ประตูจากลูกเตะมุม แต่ในทางกลับกัน เกมรับลูกตั้งเตะยังเป็นจุดอ่อนอยู่
และตัวเลขนี้นี้สูงติดอันดับต้นๆ ของลีก
.
…………………………………………………………………………………………….
สรุป: ปีศาจแดงในยุคใหม่ของอาโมริม
.
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคนี้อาจดูเหมือนทีมเดิมในผัง 3-4-3
แต่ในสนาม ทุกอย่างเปลี่ยนไป
.
นี่คือทีมที่เล่นเร็ว เล่นน้อยจังหวะกว่า ดุดันกว่า และตรงไปตรงมามากกว่าเดิม พวกเขาไม่ยึดติดกับความสวยงามแบบฟุตบอลสเปน แต่โฟกัสไปที่ ประสิทธิภาพและผลลัพธ์
.
ยูไนเต็ดกำลังเดินอยู่ในเส้นทางของ ฟุตบอลยุคใหม่ ที่อาจจะไม่เนี๊ยบเหมือนเป๊ป
แต่กลับเห็นผล ในแง่ของพลังและความเข้มข้น และจนถึงตอนนี้ ผลงานในสนามก็กำลังพิสูจน์ว่าแนวทางนี้ได้ผลจริงๆหรือแค่ฟลุ๊คกันแน่

#twentytwodiary #ไดเร็กฟุตบอล #เทรนด์ฟุตบอล #แมนยู #เป็บ

3 months ago | [YT] | 948

TwentyTwo Diary

ถ้าเรื่องราวของ โชเฮ โอตานิ ถ้ามันเป็นแค่มังงะ
มันก็คงสนุกแต่คงไม่จดจำอะไร
แต่นี่คือชีวิตคนจริงๆนี่สิ
มันถึงน่าสนใจ...

3 months ago (edited) | [YT] | 480

TwentyTwo Diary

กด 4 ลูก
เอาจริงๆ เหมือนจะ Move on ได้แล้ว ทุกครั้งที่ข่าวกรีนวู๊ดเด้งมา ก็ยอมรับว่าเสียดายอยู่ดี ทั้งในมุมของนักเตะแมนฯยู และของทีมขาติอังกฤษ

3 months ago | [YT] | 990

TwentyTwo Diary

ครึ่งแรกเหนื่อย แต่จบเกมแบบชนะได้
ทุกๆครั้ง ที่ทีมจากลอนดอนได้มาเจอกัน
มันไม่เคยง่ายเลย ...

3 months ago | [YT] | 396

TwentyTwo Diary

Newcastle vs Arsenal
คิดว่าใครจะชนะครับ

ผมเปิดก่อนเลย ปืนไม่แพ้...

4 months ago | [YT] | 220